พลังปัญญาและจินตนาการ : System Thinking กับความซับซ้อนในสังคมไทย

เรื่องเล่าประชาสังคม : ปิยนาถ ประยูร

หนังสือ “บนเส้นทางการค้นหาพลังปัญญาและจินตนาการ”  เป็นหนังสือเล่มแรกที่บันทึกการฝึกฝนวิธีคิดเชิงกระบวนระบบ (Systems thinking)  โดย อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์  เป็นผู้นำกระบวนการหรือวิทยากรกระบวนการ ซึ่งในช่วงปี พ.ศ.2542 นักเคลื่อนไหวทางสังคม นักวิชาการ และสังคมไทย กำลังให้ความสนใจกับ “ประชาสังคม” และก่อนหน้านั้นก็มีงานวิจัยเกี่ยวกับขบวนการประชาสังคมไทยที่เป็นการรวมตัวกันเคลื่อนไหวของภาคพลเมือง การนำกระบวนการนี้มาทดลองฝึกจึงเป็นไปตามแนวคิดที่จะพัฒนา “ประชาสังคม” ที่กำลังก่อตัวขึ้น ให้สามารถรับมือกับความซับซ้อนของปัญหาในสังคมไทยได้

การจัดกระบวนการฝึกฝนครั้งนี้ ใช้ระยะเวลาถึง 3 วัน เมื่อวันที่ 21-23 พฤษภาคม พ.ศ.2542  เป็นการร่วมกันจัดงานโดยสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet) และสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) มีการสนับสนุนจากมูลนิธิพัฒนาไท และสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือจากมูลนิธิฟริดริช เนามัน สติฟตุง

การฝึกวิธีคิดเชิงกระบวนระบบครั้งนี้ น่าสนใจตั้งแต่ผู้เข้าร่วมทดลองฝึกฝนการนำ Systems thinking  มาใช้ในการคิดเพื่อทำงานทางสังคม ที่เป็นบุคคลซึ่งเป็นที่รู้จักกันในแวดวงการทำงานพัฒนาในขณะนั้น รวม 38 คน ทั้งที่เป็นนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในสังคม อาทิ นพ.สงวน นิตยารัมย์พงศ์,  นพ.พลเดช ปิ่นประทีป,  พ.อ.นพ.ทวีศักดิ์ นพเกษร, น.สพ.ปกรณ์ สุวรรณประภา, ดร.อนุชาติ พวงสำลี,  อ.ขวัญสรวง อธิโพธิ,  ดร.เนาวรัตน์ พลายน้อย, คุณเอนก นาคะบุตร,  ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์,  ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์, คุณสมหญิง สุนทรวงษ์, คุณนิศานาถ รัตนนาคินทร์, อ.วิรัตน์ คำศรีจันทร์, คุณพรรณิภา โสตถิพันธุ์, อ.พิชัย ศรีใส, อ.สมเจตนา มุนีโมไนย์,อ.ทวีศักดิ์ สุขรัตน์,คุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ และอีกหลายท่านซึ่งมีรายชื่ออยู่ท้ายเล่มหนังสือ     

อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์  ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการนำวิธีคิดเชิงกระบวนระบบ (Systems thinking) มาฝึกใช้ในครั้งนี้ว่า อาจารย์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ Field book of the fifth Discipline ที่เขียนโดย Peter Senge และทีม ซึ่ง อ.ชัยวัฒน์ สนใจวิธีคิดนี้ตั้งแต่หนังสือ  The Fifth Discipline ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1989 และเป็นที่นิยมของบรรดานักบริหารที่เน้นถึงความก้าวหน้าขององค์กรว่าต้องเป็น “องค์กรเรียนรู้” (Learning organization) ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และอาจารย์ชัยวัฒน์เอง ก็ได้มีโอกาสไปเรียนรู้กับ Peter Senge โดยตรงหลายครั้ง และสนใจวิธีคิดของ Peter Senge ที่ว่าผู้นำองค์กรต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ จากการคิดแบบเชิงเส้น แบบแยกส่วน เชิงกลไก วิเคราะห์แต่ตัวของปัญหา หรือมองแค่ “สิ่งนั้น” โดยปราศจากความเชื่อมโยงกับสิ่งอื่น ไม่พิจารณาบริบทแวดล้อม ให้หันมาคิดเชิงกระบวนระบบแทน และที่สำคัญคือต้องจับสายสัมพันธ์ย้อนไปมา (Feed back loop) ของ “สิ่ง” ต่างๆ ให้ได้ แล้วจะทำให้เข้าใจภาพรวมของโลกที่เป็นองค์รวม

นอกจากนี้ อ.ชัยวัฒน์ ยังได้กล่าวถึงความสำคัญที่ต้องมีผู้เข้าร่วมเรียนรู้กระบวนนี้จากหลายๆ ส่วน ต้องเกิดจากกระบวนการคิดของกลุ่มบุคคลที่ต่างเพศ ต่างวัย ต่างที่เกิดและเจริญวัยซึ่งทุกคนมีเอกลักษณ์ของท้องถิ่นติดตัวมา อีกทั้งยังพกพาประสบการณ์ชีวิตมาเต็ม ในแง่ของความรู้ความเข้าใจที่หลากหลาย เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน (Collective learning) มาร่วมกันทดลองคิดกับโจทย์ที่ตั้งขึ้นมา โดยใช้กระบวนการ Systems thinking ซึ่งจะทำให้ได้แง่มุม มิติที่เราอาจจะไม่เคยได้คิดถึงมาก่อน

          อาจารย์ชัยวัฒน์ย้ำว่าการเรียนรู้ร่วมกันครั้งนี้ แม้จะเป็นโจทย์จริงแต่ก็เป็นการทดลองวิธีการคิดซึ่งผู้เข้าร่วมยังไม่มีความคุ้นเคยกับการคิดแบบนี้ ยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างวิธีคิดแบบเก่ากับวิธีการคิดแบบใหม่ที่ไม่คุ้นชิน ทั้งการคิด 4 ระดับ ที่ต้องฝึกฝนให้มีความสามารถในการจับแบบแผน (pattern) ที่เป็นพลวัตในระบบที่ซับซ้อน

หนังสือ System Thinking เรียบเรียงโดย ปิยนาถ ประยูร บรรณาธิการโดย ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์  มีให้ดาวน์โหลดฟรีที่นี่ :   

ในช่วงเดียวกันนี้ Civicnet ได้พัฒนาหลักสูตร “นวัตกรประชาสังคม” (civic innovator) สำหรับผู้ที่จะทำงานเคลื่อนไหวทางสังคม โดยเน้นความรู้เบื้องต้นเรื่องทฤษฎีกระบวนระบบ (Systems thinking) ทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos theory) และทฤษฎีซับซ้อน (complexity theory) เพราะเห็นว่าการจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ในการพัฒนาประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้จริง ผู้ที่จะปฏิบัติการจะต้องสะท้อนให้เห็นทิศทางใหม่ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตนเองเสียก่อน นั่นคือเรื่องของการเปลี่ยนวิธีคิดและแบบแผนความคิด (mental model) ก่อน

การพูดถึงโลกทัศน์แบบองค์รวมและการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก แต่การคิดแบบองค์รวมและการประยุกต์ Systems thinking ไปใช้ในการตอบโจทย์ที่ซับซ้อนและมีพลวัต ให้เห็นภาพทิศทางที่สังคมได้เคลื่อนไปข้างหน้า เป็นเรื่องยาก เพราะเคยชินในการคิดแยกส่วน คิดเป็นกลไก แก้ปัญหาแบบกลไกและมิติเดียวมานาน กว่าจะคิดเป็นกระบวนระบบให้ได้จริงยังต้องใช้เวลา

อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ศึกษาติดตามการประยุกต์ใช้ความคิดเชิงกระบวนระบบมาหลายปี ทั้งสำหรับฝึกฝนตนเองและเพื่อนำมาใช้ในการฝึกอบรม และเฝ้ามองผู้นำที่สร้างการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในโลกที่ซับซ้อนและมีการแข่งขันสูงในภาคธุรกิจ และบริษัทที่ทำงานด้านที่ปรึกษาและฝึกอบรม ที่ได้นำการคิดเชิงกระบวนระบบไปเรียนรู้และฝึกฝนเพื่อใช้ในการทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง 

การฝึกวิธีคิดกระบวนระบบสำหรับผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้ จึงเป็นการทดลองใช้เครื่องมือในการคิดและพูดคุยกัน เป็นการทบทวนความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในปัจจุบัน (ปี พ.ศ.2542) เพื่อค้นหาอนาคต โดยทำให้เห็นภาพอดีต ปัจจุบัน อนาคต ในแต่ละกลุ่มย่อยนั้น จะมีกรอบการพูดคุยวิเคราะห์กันใน 4 เรื่อง คือ

1.     ให้ดูที่เหตุการณ์ (event) โดยแบ่งช่วงเวลาของเหตุการณ์ ให้พิจารณาจากสถานการณ์ที่คิดว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน

2.   วิเคราะห์รูปแบบความเคลื่อนไหว (pattern of behavior) ของกลุ่มต่างๆ ตามช่วงเวลา

3.   วิเคราะห์วิธีคิดหรือภาพจำลองความคิด (mental model หรือ mind set) ตามช่วงเวลา

4.   สังเคราะห์เป็น Systems structure สุดท้ายเมื่อเชื่อมระหว่าง event ต่างๆ กับ pattern of behavior และ mental model ก็จะเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันเป็นโครงสร้างของระบบ (Systems structure) อันมาจากการคิดแบบ Systems thinking ที่จะทำให้เห็นแนวทางการแก้ปัญหาและโฟกัสได้ถูกจุดมากขึ้น

ในการวิเคราะห์ pattern of behavior และ mental model  อาจารย์ชัยวัฒน์ได้แนะนำกระบวนการคิดดังนี้ 

·     การจับ pattern of behavior ให้เปรียบเทียบกับการไหลของน้ำในแม่น้ำ การไหลของน้ำที่แตกต่างกันในแต่ละช่วง จะสังเกตเห็นว่าบางแห่งมีโขดหินโผล่มาทำให้เกิดน้ำวน บางช่วงไม่มีสิ่งกีดขวางที่มองเห็นแต่การไหลก็น้ำก็เปลี่ยนไป ต้องสังเกตไปที่ลักษณะของพื้นท้องน้ำ บางช่วงมีความคดเคี้ยวของโค้งน้ำ สิ่งเหล่านี้ทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับปรากฎการณ์ทางสังคมต่างๆ ที่มีกรอบหรือรูปแบบไปกำหนดให้เกิดลักษณะของเหตุการณ์นั้น

·     การวิเคราะห์ mental model  ในแต่ละเหตุการณ์จะมีผู้นำหรือกลุ่มผู้นำ ในการวิเคราะห์ให้เราสังเกตวิธีคิดของผู้นำหรือกลุ่มผู้นำว่าเขาคิดอะไรที่ทำให้เกิดโครงสร้าง แบบแผนและเหตุการณ์นั้นๆ  โดยวิเคราะห์ mental model ของแต่ละฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายทหาร ฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชสำนัก ฝ่ายประชาชน ฝ่ายราชการ ฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นต้น เช่น ฝ่ายราชการ ก็มีเรื่องที่น่าสนใจว่า ชีวิตเขาเริ่มจากข้าราชการผู้น้อยที่ไต่เต้าขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้วเขาสั่งสมวิธีคิดอะไรไว้ เพราะอะไรและเพื่ออะไร  

ตัวอย่างประเด็นที่เป็นหัวข้อในการแลกเปลี่ยนได้แก่

·     วิธีคิด ทฤษฎี อุดมการณ์ในการต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลง

·     อำนาจ ดุลอำนาจ รูปแบบการสร้างอำนาจ การรักษาอำนาจ การจัดการกับฝ่ายประชาชน

·     ผู้นำในกลุ่มต่างๆ กลุ่มราชการ กลุ่มทุน กลุ่มอิทธิพล นักการเมือง พรรคการเมือง

ตัวอย่าง กรณีการเคลื่อนไหวรัฐธรรมนูญ เมื่อปี พ.ศ.2539 – 2540

ในช่วงเวลานั้นสังคมไทยกระตือรือร้นในเรื่องนี้มาก จะเห็นได้จากการออกมาสนับสนุนและคัดค้าน ขบวนการธงเขียว แต่หลังจากที่รัฐธรรมนูญได้ประกาศใช้แล้ว อารมณ์และความเคลื่อนไหวต่างๆ ในสังคมไทยก็ซาไป คำถามคือ เหตุการณ์นี้ให้บทเรียนอะไรกับเราบ้าง?

บทเรียนที่ได้จะเป็นฐานในการพูดคุยกันต่อหรือค้นหาอนาคตร่วมกัน นั่นคือ ทำอย่างไรถึงจะเกิดการสร้างพลังปัญญาและจินตนาการ ด้วยการขับเคลื่อนของสถาบันทางวิชาการ กลุ่มปฏิบัติการต่างๆ (Civic Actions) และการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อที่จะนำไปสู่การพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส

ผลจากการฝึกวิธีคิดเชิงกระบวนระบบ (Systems thinking) ของกลุ่มคนดังกล่าว  แต่ละกลุ่มได้มีการวิเคราะห์ในแต่ละประเด็นตามโจทย์ 

กลุ่มที่ 1 วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงสังคมไทย

         Event ที่ยกขึ้นมา ตามช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519, พ.ศ.2523 นโยบาย 66/23 จากป่าสู่เมือง,ช่วงปี 2531, ช่วงปี 2535, ช่วงปี 2540 จนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2542

กลุ่มที่ 2 วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มพลังต่างๆ

          วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงสังคมไปพร้อมกับวิเคราะห์ pattern of behavior และ Mental model ของกลุ่มพลังทางสังคม ที่ทำให้เห็นกระแสสังคม อาทิ กระแสประชาธิปไตย กลุ่มข้าราชการแบบเทคโนแครต กระแสมาร์กซิสต์และคอมมิวนิสต์ กลุ่มธุรกิจ/เจ้าสัว กลุ่มพลังเงียบที่เป็นประชาชน กลุ่มการเมือง กลุ่มสื่อ กลุ่มทหาร  กลุ่มนักศึกษา และ NGOs เป็นต้น

กลุ่มที่ 3 วิเคราะห์กลุ่มพลังการเมืองนอกสภา 

          วิเคราะห์ pattern of behavior และ Mental model ของกลุ่มต่างๆ เช่น ขบวนการประชาชน ขบวนการสิ่งแวดล้อม นักคิด นักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน กลุ่มประชาคม ขบวนการประชาสังคม เป็นต้น

     การวิเคราะห์โดยใช้วิธีคิดกระบวนระบบ (Systems thinking) ที่เป็นการคิด 4 ระดับ สามารถวิเคราะห์สังคมไทย มองอดีตและปัจจุบัน เพื่อออกแบบอนาคตได้

อ่านรายละเอียดการวิเคราะห์ได้ในไหนังสือ “บนเส้นทางการค้นหาพลังปัญญาและจินตนาการ” ดาวน์โหลดได้ที่
  
https://www.chaiwatthirapuntu.com/civicnet-book/

ประชาสังคมกับยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมมหัศจรรย์

      ในช่วงปี พ.ศ. 2542-2543 ซึ่งกระแสแนวคิดประชาสังคม กำลังได้รับความสนใจจากขบวนการพัฒนา ยังมีการกล่าวถึงสังคมไทยว่าเป็นสังคม “คนเกาะรั้ว” คอยเฝ้าดูเหตุการณ์ต่างๆ แล้ววิพากษ์วิจารณ์ เป็นพวกราษฎรที่ถูกครอบงำมาตลอด แต่เมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนไปก็พลิกตัวมาบริโภค คือ รอรับบริการจากคนอื่น ชี้นิ้วให้คนอื่นทำ โดยตนเองไม่ต้องลงมือลงแรงอะไรนัก ทั้งนี้ ตนเองก็ไม่ได้เปลี่ยนความคิดจากสังคมสมัยเก่าเลย และที่สำคัญมีความเคยตัวที่จะเกาะรั้ว รอให้ใครมาทำอะไรดีๆ เกี่ยวกับสาธารณะหรือส่วนรวมให้  นอกจากนี้ข้อมูลข่าวสารการโฆษณา ยังเป็นการสร้างภาพสร้างกระแส เกิดอาการงงในหัว เช่น มีอารมณ์ยั้วะ ไม่พอใจที่อุตส่าห์ไปเลือก ส.ส. เข้าไปหวังให้ ส.ส.ไปทำดี แต่ ส.ส.ไปโกงบ้านโกงเมือง เล่นพรรคเล่นพวก ทุจริตคดโกง มันจึงสับสนมากในหัวของคนไทย

          ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและซับซ้อน ไม่มีอะไรเป็นไปตามที่คิดไว้ การเกาะรั้วดูคนอื่นทำคงไม่มีอะไรเป็นไปตามที่เราต้องการได้ อีกทั้งคนที่มีหน้าที่แก้ไขปัญหาก็มัวแต่คิดกันแต่ในส่วนกลางในห้องแอร์ แล้วก็มองลงไปในพื้นที่ ซึ่งคิดว่าคิดอย่างไรก็ถูกหมด แต่พอลงมือทำโครงการ ก็ไม่มีผลอะไรตกถึงชาวบ้านเลย บางเรื่องยิ่งทำให้ชาวบ้านปวดหัวเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

          การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนจึงคิดฝ่ายเดียวทำฝ่ายเดียวไม่ได้ จะเกาะรั้วดูคนอื่นทำก็ไม่ได้ มันมีแต่จะต้องช่วยกันทำเท่านั้น

          ในการฝึกคิดคิดกระบวนระบบ (Systems thinking) จึงมีเขียนความสัมพันธ์ในรูปสามเหลี่ยม ที่มี 3 องค์ประกอบสำคัญในการช่วยกันพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ซึ่งเป็นภาพที่เรียกให้เข้าใจกันก่อนว่าเป็น “ยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมมหัศจรรย์” ดังนี้

สถาบันวิชาการ

เป็นแหล่งผลิตปัญญา สอนความรู้ต่างๆ การสอนไม่ควรติดอยู่กับตำรา แต่สถาบันวิชาการมักมีโครงสร้างอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาที่มีลักษณะความสัมพันธ์แบบแนวดิ่ง และรูปแบบความเคลื่อนไหวของบรรดานักวิชาการไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ในพื้นที่จริง การได้ร่วมเรียนรู้ปฏิบัติและทฤษฎีไปพร้อมๆ กัน ทำให้กลุ่มนักวิชาการออกมาอยู่ที่ Learning space กับโครงสร้างของเครือข่ายที่ต้องเป็นแนวราบ ไม่ใช่แนวดิ่ง ให้นักวิชาการออกมาจากพิธีกรรมทางราชการ มาอยู่กับการจัดเวที การจัดฟอรั่ม ทำงานเป็นเครือข่าย แกนนำจากสถาบันทางวิชาการจะต้องสร้าง Network ที่เชื่อมต่อกับกลุ่ม Civic Actions  

กลุ่ม Civic Actions

ทำงานอยู่ในภาคปฏิบัติลงมือทำแบบ Learning by doing, learning by testing และ learning by reflectioning อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ต่อให้มีความรู้หรือนั่งประชุมกันมากอย่างไรก็จะไม่มีความหมายหาไม่ลงมือปฏิบัติ

สถาบันวิชาการและ Civic Actions  จะสนับสนุนซึ่งกันและกันโดยการลงมือปฏิบัติและการสรุปบเรียนโดยนักวิชาการ ซึ่งจะเป็นผู้สังเกตการณ์ คอยติดตามกระบวนการเคลื่อนไหว ถอดบทเรียนเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม และสะท้อนกลับ (feedback) ให้กับผู้ปฏิบัติการ การสังเกตการณ์จะทำให้มีการถอดสถานการณ์ เหตุการณ์ กิจกรรมและวิธีคิด ออกมาเป็นแบบแผน (pattern) หรือโมเดลของการเปลี่ยนแปลง ทำให้ใช้เป็นแผนที่เส้นทางในการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมได้

การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม

(Communication for social change) เนื่องจากคนทำงานด้านประชาสังคมนั้นมีน้อย อาจจะทำงานเพื่อขยับหรือให้ผลสะเทือนสังคมได้ไม่ทั้งหมด ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ผลจากการลงมือปฏิบัติ รวมถึงแนวคิด ทฤษฎี ที่ทำได้สำเร็จ กระจายไปถึงคนส่วนใหญ่ได้ การสื่อสารทำความเข้าใจสังคมในประเด็นต่างๆ เช่น ทำไมต้องทำอย่างนี้ หรือทำอย่างนี้แล้วจะได้อะไร สิ่งที่ทำอยู่มันมีความหมายอย่างไร การสื่อสารจะเป็นการตอบโจทย์การทำงานเคลื่อนไหวของประชาสังคม

การสื่อสารกับสังคมไม่ใช่เฉพาะทำผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น สื่อที่เป็น “มนุษย์กับมนุษย์” รวมทั้งสื่อพื้นบ้าน สื่อชุมชน ไม่ว่าสื่อชนิดใด หากช่วยให้เกิดความเข้าใจ ขยายเครือข่าย สร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มต่างๆ กลุ่มปฏิบัติการต่างๆ ชาวบ้าน หน่วยงานราชการ หรือองค์กรพัฒนาเอกชน ถ้าทำให้เกิดการรับรู้และเข้าใจการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่ทำอยู่นั้น ก็นับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสามเหลี่ยมนี้

สิ่งสำคัญต้องไม่ลืมว่า ในสังคมไม่ใช่มีเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นพวกเราเท่านั้นที่เคลื่อนไหวเพื่อให้สังคมดีขึ้น แต่มีทั้ง ฝ่ายรัฐ ฝ่ายทุน ฝ่ายประชาชนอื่นๆ  เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น การสื่อสารหรือการวางท่าทีของเรา การมีพันธมิตรที่ดี จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเคลื่อนไหวของเรานั้นมีพลังพอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

ที่ผ่านมาองค์ประกอบของสามเหลี่ยมมหัศจรรย์นี้มีการเคลื่อนตัวมาตลอด โดยเฉพาะ Civic action ในปี 2542-2543 ที่มีการทำประชาคมจังหวัดทั่วประเทศ มีการส่งเสริมให้มีประชาคมจังหวัดจากมูลนิธิพัฒนาไท สืบเนื่องจากการรวบรวมข้อมูลเพื่อทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ และมีการส่งเสริมองค์กรชุมชนเข้มแข็ง นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (Social Investment Fund – SIF) ทำให้เกิด Civic action ในท้องถิ่นมากมาย

การเชื่อมโยงให้ 3 องค์ประกอบนี้ มาทำงานร่วมกัน และสิ่งที่ได้ร่วมกันวิเคราะห์อดีต มองปัจจุบัน และเห็นแนวโน้มในอนาคต การรวมตัวกันลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่างโดยเชื่อมโยง 3 องค์ประกอบนี้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ดึงดูดให้คนที่มองเห็นทิศทางอยากทำงานร่วมกัน เข้ามาเริ่มต้นเป็นต้นทุนให้กับกลุ่มอื่นๆ เครือข่ายต่างๆ ได้นำไปคิดต่อให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมต่อจากนี้