ข่ายการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet)   การเชื่อมโยงของหน่ออ่อนประชาสังคม ในพัฒนาการปฏิรูปสังคมไทย

 

นับจากสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงพฤษภาทมิฬ 2535 ที่เป็นวิกฤตการณ์ทางด้านการเมืองและประชาธิปไตยที่เข้าสู่ทางตัน รวมไปถึงปัญหาด้านต่างๆ ที่ต้องหาทางไปต่อให้ได้ ทั้งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สุขภาพ กฎหมายและความยุติธรรม ฯลฯ  ปัญหาที่ถาโถมในทุกด้านแสดงผลออกมาในช่วงระยะเวลาที่ต่างกันออกไปซึ่งมีทั้งด้านดีและไม่ดี กล่าวคือ ทางด้านเศรษฐกิจก็วิกฤติไปจนขั้นเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก หรือที่เรียกว่า วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540  และในอีกด้านก็มีกระแสการปฏิรูปการเมืองและประชาธิปไตย ที่นำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนฉบับแรกและฉบับเดียวของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2540  ส่งผลถึงการปฏิรูปด้านต่างๆ มากมาย ทั้งด้านการศึกษา ระบบสุขภาพ สังคม การเมือง สื่อ กระบวนการยุติธรรม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ อีกทั้งในแต่ละด้านก็มีพัฒนาการในการปฏิรูปของตัวเองเรื่อยมา 

 

แนวทางการพัฒนาในขณะนั้น เน้นให้ “คน” เป็นศูนย์กลางการพัฒนา และผลักดันในเรื่องของ “การมีส่วนร่วม” ของประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามากำหนดอนาคตในแต่ละด้านของตนเอง ดังนั้น กระบวนการที่จะให้ความสำคัญกับคนทุกคนและสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก 

 

แนวคิดเรื่อง  “ประชาสังคม” จึงถูกหยิบยกมากล่าวถึงทั้งในเชิงวิชาการและในงานพัฒนา ที่มีการปฏิบัติการของกลุ่มคนพลเมืองที่ตื่นตัวและเข้าไปจัดการกับประเด็นสาธารณะต่างๆ ในสังคม มีการริเริ่มกันเอง โดยไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่เกิดจากรัฐหรือทุน ด้วยความเข้าใจในแนวคิดแบบไม่ซับซ้อนว่าเป็นการ ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมแก้ปัญหา 

 

การเปิดพื้นที่ทางความคิดในเรื่องประชาสังคมนั้น มีพัฒนาการมาจากทั้งการทำงานของภาคองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ในกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น  ภาคเอกชน สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา ภาคพลเมืองนักคิด นักเคลื่อนไหว นักวิชาการ ที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มและองค์กรซึ่งมีภารกิจและบทบาทหน้าที่แตกต่างกันไป รวมถึงภาครัฐ-ราชการ ที่อยู่ในช่วงของการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 ซึ่งเป็นการร่างแผนฯ ที่มีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่าง และมีแนวคิดเรื่อง การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนหรือประชาสังคมไว้ในยุทธศาสตร์การพัฒนาประชารัฐ (แผนฯ 8 เป็นแผนที่ใช้ในปี 2540-2544 กระบวนการร่างแผนเกิดขึ้นช่วงปี 2539)

กระบวนการทำงานของ NGOs ในยุคนั้นได้มีการบ่มเพาะความตื่นรู้ให้กับประชาชน กลุ่ม องค์กรในพื้นที่ต่างๆ จนมีพัฒนาการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายของทั้ง NGOs และองค์กรชาวบ้าน เช่น เครือข่ายประมงพื้นบ้าน เครือข่ายออมทรัพย์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 

 

 

โดยเฉพาะการดำเนินกิจกรรมเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) และเครือข่ายกลุ่ม องค์กรประชาชน ที่ช่วยกันเชื่อมโยงข้อมูล การทำงาน ประสบการณ์ของภาคประชาชนในระดับพื้นที่ ทำความเข้าใจต่อแนวคิดประชาสังคม และการสร้างเสริมประชาสังคมไม่ว่าจะเป็นในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล ผ่านการทำกิจกรรมและความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ทั้งที่เป็นความริเริ่มใหม่ๆ และที่เป็น พัฒนาการสืบเนื่อง ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ เปิดพื้นที่ทางความคิด และดึงความสนใจ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคีประชาสังคมอื่นเข้ามาร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

อีกทั้งการเกิดขึ้นของข่ายความร่วมมือเพื่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาไทย (Thai Environment and Development Network:TEDNET) จากกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อปี 2538 โดยทำหน้าที่เป็นองค์กรประสานงานการจัดเวทีสิ่งแวดล้อมประจำปี และการสร้างเสริมประชาสังคมผ่านกระบวนการจัดงานเวทีสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับจังหวัดและประเทศ โดยงานเวทีสิ่งแวดล้อมไทย’39 ภายใต้แนวคิด “ทำเมืองไทยให้น่าอยู่และยั่งยืน” นับเป็นปฐมบทที่ TEDNET เข้ามามีบทบาทผลักดันแนวคิดประชาสังคมและแนวทางการดำเนินงานประชาคมอย่างจริงจัง 

 

นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายที่เป็นภาคเอกชน ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ที่ให้ความสนใจต่อแนวคิดประชาสังคม และเห็นขบวนการเคลื่อนไหวของภาคพลเมือง เมื่อปี 2539 จึงเกิดโครงการวิจัยและพัฒนาประชาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างองค์ความรู้ควบคู่ไปกับขบวนการเคลื่อนไหว โดยนำเสนอกรณีศึกษาเบื้องต้นของขบวนการประชาสังคม ใน 6 จังหวัด คือ ขอนแก่น สงขลา นคร-สวรรค์-อุทัยธานี นครปฐม มหาสารคาม และพิษณุโลก  และประชาคมนำร่อง 3 จังหวัด น่าน เพชรบุรี และนครศรีธรรมราช ซึ่งคำว่า “ประชาคมจังหวัด” ในขณะนั้นถูกนำมาใช้เรียกกลุ่มหรือองค์กรประชาสังคมที่แม้ว่าในบางพื้นที่จะไม่ได้มีชื่อเรียกเป็นประชาคมก็ตาม 

 

สิ่งที่มาควบคู่กับแนวคิดประชาสังคมก็คือกระบวนการในการสร้างการมีส่วนร่วมที่จะนำไปสู่การรวมตัวกันเป็นประชาสังคม ซึ่งอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ (ผู้ประสานงานบางกอกฟอรั่ม) ได้กล่าวสรุปการทำงานประชาสังคมในการสร้างสรรค์เมืองไว้ว่า 

 

ประชาสังคมต้องมีความหลากหลาย ต้องสังเคราะห์ความคิด และต้องมีกระบวนการระดมความคิด ที่สำคัญต้องให้ที่ทางกับเสียงส่วนน้อย สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ประชาสังคมจึงเป็นกระบวนการให้สิทธิเสรีภาพ ให้ความรับผิดชอบแก่มนุษย์ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

บทบาทการทำงานของบางกอกฟอรั่มในขณะนั้น เป็นการทำงานร่วมกับชุมชนเมืองในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะชุมชนพระอาทิตย์ที่มีการทำงานร่วมกันเกือบ 1 ปี สร้างกระบวนการเรียนรู้การทำงานประชาสังคมกับแกนนำชุมชนที่ตื่นตัว กลุ่มคนเล็กๆ ในพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือทั้งผู้ที่อยู่อาศัย เจ้าของธุรกิจ เจ้าของอาคาร และผู้ที่มีบทบาทในชุมชน ใช้กระบวนการระดมความคิด แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ สังเคราะห์ความคิดร่วมกัน ปลุกพลังทางวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตรวมหมู่ของคนในชุมชน สร้างแรงบันดาลใจในการริเริ่มสิ่งใหม่ๆทั้งจากพลังของผู้คนและการจัดการพื้นที่สาธารณะของชุมชนให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เช่น ลานคนเมือง  การปิดถนนพระอาทิตย์ การจัดงานในย่านแพร่ง

 

ผู้ที่มีบทบาทอยู่ในองค์กรต่างๆ ขณะนั้น อาทิ อเนก นาคะบุตร  อ.อนุชาติ พวงสำลี อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ อ.ขวัญสรวง อติโพธิ และอีกหลายคนต่างก็สนใจร่วมกันผลักดันและดำเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาสังคม กลางปี 2540  TEDNET ร่วมกับสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา โครงการวิจัยและพัฒนาประชาสังคม บางกอกฟอรั่ม และพลเมืองผู้สนใจ เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดองค์กรเพื่อเข้ามาทำหน้าที่ในการจัดการประสานความเชื่อมโยงระหว่างส่วนกลางหรือระดับนโยบายกับเครือข่ายองค์กรประชาสังคมในพื้นที่และสร้างความชัดเจนในเรื่องประชาสังคมอย่างจริงจัง โดยอาศัยระบบการจัดการแบบเครือข่ายในชื่อ “ข่ายการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม” (Civicnet)

ภาคีที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านประชาสังคมอีกกลุ่มหนึ่งคือ สื่อมวลชนและพลเมืองที่สนใจด้านการสื่อสารจึงมีการเชื่อมต่อกันของสื่อมวลชน ผลักดันจนนำไปสู่การเกิด “ข่ายสื่อมวลชนและพลเมืองเพื่อประชาสังคม” (MassMediaNet) ที่ดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาประชาสังคมควบคู่กันไป 

 

 

ข่ายการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet)  ทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงเครือข่าย กลุ่ม องค์กรในระดับพื้นที่อันถือเป็นหน่ออ่อนประชาสังคม ให้เข้ามาด้วยกันอย่างหลวมๆ มีการเยี่ยมเยือนพื้นที่ในจังหวัดต่างๆ และการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกันหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง มีความพยายามในการหนุนเสริมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกันทั้งในเชิงเนื้อหาวิชาการและการคิดค้นรูปแบบการทำงานเชิงสร้างสรรค์ใหม่ ๆ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของทีมงานผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Change Agents) 

 

ข่ายประชาสังคมที่มีความเคลื่อนไหวทางสังคมและเข้ามาเชื่อมโยงกัน มีการรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้และหนุนเสริมกันทั้งในแง่ของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการพัฒนาศักยภาพร่วมกัน ซึ่งโครงการวิจัยและพัฒนาประชาสังคม ได้รวมรวมไว้ ได้แก่ 

 

• สงขลาประชาคม เกิดจากกลุ่ม องค์กรประชาชนต่าง ๆ ซึ่งมีความตื่นตัว เคลื่อนไหว ทำ กิจกรรมเพื่อบ้านเพื่อท้องถิ่นมานานนับสิบปี ต่อมาความเคลื่อนไหวเริ่มปรากฏต่อสาธารณะในวงกว้างมากขึ้น เริ่มต้นจากกลุ่มรักบ้านเกิดที่สานต่อกิจกรรม”โครงการโลกสดใสในบ้านเกิด” และเติบโตขยายหน่ออ่อนประชาสังคมขึ้นเป็นลำดับ ฐานเดิมของสงขลาก็คือความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มคนและประเด็นปัญหาที่แตกต่างไปตามบริบทของท้องถิ่น ทั้งทะเลสาบ แม่น้ำลำคลอง ป่า ทะเล เมืองเป็นต้น จึงทำให้มีกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ (civic groups) กระจัดกระจายกันไปตามพื้นที่ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเริ่มมีการประสานเข้าหากันเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้น อันประกอบด้วย กลุ่มทางวิชาการกลุ่มชุมชนฐานล่างกลุ่มสนใจการเมืองภาคประชาชน กลุ่มด้านฝึกอบรมเสริมศักยภาพ กลุ่มสื่อ เป็นต้นและเริ่มสั่งสมประสบการณ์การทำงานร่วมกัน ดังจะเห็นได้จากเทศกาลแห่งการเรียนรู้ เกิดกลุ่มสื่อ ท้องถิ่นที่มีพลัง เช่น โฟกัสสงขลา ในแง่กิจกรรมก็เริ่มมีความหลากหลายยิ่งขึ้น เช่น เกิดศูนย์ส่งเสริมพลเมืองเด็ก กลุ่มทางเท้า ชมรมร่มพฤกษ์ที่ทำงานเพื่อเด็กในสถานพินิจฯ เป็นต้น

• สถาบันพัฒนาสี่แยกอินโดจีน พิษณุโลก จุดกำเนิดของประชาคมพิษณุโลกในชื่อของ  “ชมรมศึกษาเพื่อการพัฒนาสี่แยกอินโดจีน หรือ ช.พ.อ.” เริ่มขึ้นในราวต้นปี 2540 เกิดจากการรวมตัวกันของนักวิชาการ ข้าราชการ นักธุรกิจ นักพัฒนา นักการเมือง ผู้นำชุมชน และประชาชน ที่สนใจจำนวนหนึ่ง โดยเริ่มต้นในลักษณะชุมชนวิชาการ จุดประกายความสนใจท้องถิ่นตนด้วยเวทีสองแควเสวนา เรื่อง “ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการพัฒนาที่ยั่งยืน” ยึดกุมเนื้อหาหลักเรื่องการพัฒนา พื้นที่สี่แยกอินโดจีน โดยมีเป้าหมายขยายเครือข่ายพันธมิตรเป็นประชาคมกลุ่มจังหวัดในพื้นที่พัฒนาเดียวกัน ได้แก่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ และพิจิตร โดยที่ก่อนหน้านั้น มีการรวมตัวกันในเชิงเนื้อหารณรงค์ในด้านเอดส์และสุขภาพอย่างเข้มข้นมาก่อน ช.พ.อ. ได้สั่งสมบทเรียนและขยายตัวในการทำงานอย่างรวดเร็วโดยการเชื่อมประสานกับส่วนราชการต่างๆ ใน จังหวัดและชุมชนทางวิชาการอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะในด้านการฝึกอบรมและกระบวนการกลุ่มจนล่าสุดมีการยกระดับการทำงานจากชมรมมาเป็นสถาบัน

 

• สมัชชาจังหวัดนครปฐม การเกิดขึ้นของกลุ่มชาวจังหวัดนครปฐม ที่ประกอบด้วยพ่อค้า นักวิชาการ ชาวบ้าน และผู้สนใจ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเมื่อครั้งการรณรงค์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ปัจจุบัน นับว่าน่าสนใจยิ่ง เพราะต่อมาได้ขยายบทบาทมาสู่การสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนา จังหวัดในกิจกรรมอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นจากในเขตอำเภอเมืองเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่ากลุ่มสมัชชาจังหวัดนครปฐมจะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ในจังหวัดและยังไม่มีการทำงานเชื่อมกับองค์กรฐานล่าง (ซึ่งไม่ค่อยมี) แต่ก็เริ่มเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ เนื่องจากความสม่ำเสมอในการพบปะพูดคุยกันเป็นประจำ การเข้าร่วมและผลักดันกิจกรรมของจังหวัดในจังหวะที่เหมาะสม ปัจจุบันเริ่มมีการสานต่อเชื่อมกลุ่มองค์กรพัฒนาภายในจังหวัดเป็น “ศูนย์ประสานงานองค์กรเอกชนประจำจังหวัดนครปฐม”


 

• นครสวรรค์-อุทัยธานี ต้นปี 2540 กลุ่มคนรักษ์ปากน้ำโพ ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรประชาชนใน จังหวัดนครสวรรค์ จุดประเด็นความสนใจต่อสาธารณะเรื่องการอนุรักษ์ขึงบอระเพ็ด ขณะที่ก็มีกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพยุหะฯ ทำงานเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมมาก่อนหน้านี้นานพอสมควร ซึ่งมีการจัดกิจกรรมร่วมกันอยู่บ้างและเริ่มมีการประสานเชื่อมต่อในส่วนของนักธุรกิจของจังหวัด เทศบาลสาธารณสุข เริ่มเกิดความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นโดยลำดับ ส่วนที่จังหวัดอุทัยธานีนั้นมีลักษณะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิด มีชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุทัยธานีเป็นแกนสำคัญ จัดงานอเมซิ่งอุทัยธานี ซึ่งช่วยจุดประกายผู้คนในจังหวัดอย่างมาก แม้ดูว่าทั้งสองจังหวัดนั้น อาจยังไม่ปรากฏตัวออกอย่างเข้มแข็ง แต่การสั่งสมประสบการณ์และเครือข่ายทางด้านสิ่งแวดล้อมมาในระยะเวลาหนึ่ง ก็คาดว่าประชาคมทั้งสองจังหวัดนี้น่าจะมีความเข้มแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว

• ประชาคมขอนแก่น ขอนแก่นอยู่ในฐานะศูนย์กลางการพัฒนาของภาคอีสาน จึงได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ มากมาย อาทิ ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น กรณีน้ำพอง ปัญหาชุมชนแออัดในเมือง ซึ่งภาคประชาชนในระดับรากหญ้าได้เคลื่อนไหว ดำเนินกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาของตนมานาน ประชาคมจังหวัดขอนแก่นนั้นเป็นกลุ่มที่ได้รับการหนุนเสริมในฐานะกลุ่มจังหวัดนำร่องของสภาพัฒน์มาแต่ต้น ซึ่งก็ดำเนินกิจกรรมในลักษณะเครือข่ายด้านกว้างมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวในส่วนอื่น ๆ ของจังหวัดก็ยังคงมีความเข้มข้นไม่น้อยกว่ากันเช่น กลุ่มขอนแก่นฟอรั่ม เครือข่ายขอนแก่นนครเมืองน่าอยู่ เครือข่ายชุมชนแออัด และที่เป็นกำลังฐานล่างในการฟื้นฟูตนเองด้านเศรษฐกิจได้อย่างเข้มแข็งที่สุด เห็นจะเป็นเครือข่ายของมูลนิธิพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิต ซึ่งมีขอบข่ายการทำงานในเขตเทศบาลและที่อำเภออุบลรัตน์

 

• ประชาคมจังหวัดมหาสารคาม ก่อรูปขึ้นภายใต้การผลักดันของผู้นำคนสำคัญคือ คุณอำนวย ปะติเส โดยมีมูลนิธิเพื่อการพัฒนามหาสารคามเป็นกลไกในการทำงาน ที่มุ่งเน้นใช้การวิจัยและพัฒนา เข้าไปส่งเสริมกระบวนการพัฒนาจังหวัดร่วมกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ด้วยเห็นว่า จะเป็น จุดที่ช่วยขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจังหวัดที่สำคัญ ปัจจุบันกิจกรรมของกลุ่ม จังหวัดมหาสารคามมีมหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นพี่เลี้ยงสำคัญและดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.