เรื่องเล่าประชาสังคม : ปิยนาถ ประยูร
“สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง” เคยเป็นแนวคิดในการปลุกสำนึกพลเมืองให้ตื่นรู้มารวมตัวกันเป็นประชาสังคม เพื่อสร้างสังคมที่ตนเองปรารถนาและสร้างอนาคตให้ลูกหลาน
แนวคิดนี้ได้รับการตอบรับจากคนทำงานทางสังคมในช่วงปี 2543 เรื่อยมา เช่นเดียวกับ Civicnet ที่เป็นองค์กรสนับสนุนส่งเสริมและพัฒนาขบวนการประชาสังคม เอื้ออำนวยให้กลุ่มประชาคม ประชาสังคมได้ก่อตัว รวมตัว พัฒนาตนเองขึ้นมาเพื่อเข้าร่วมกำหนดทิศทางสร้างการเปลี่ยนแปลง
เพราะสังคมดีที่เราปรารถนานั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการชี้ไปที่รัฐหรือใครคนใดคนหนึ่งว่าให้มาทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทำนั่นทำนี่ให้ และเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเอง ถ้าเราอยากเห็นสังคมที่เราอยู่เป็นอย่างไร เราต้องช่วยกันกำหนดทิศทาง ต้องเข้าไปมีส่วนร่วม กำหนดท่าทีของเราต่อสังคมที่เราอยากอยู่ และเชื่อว่าเราทำได้จากจุดเล็กๆ ของเรา เชื่อมโยงกับจุดเล็กๆ ของคนที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ ขยายผลของสิ่งที่เราทำออกไปสู่ความสำเร็จในวงกว้าง สร้างสังคมที่เราอยากอยู่ขึ้นมาได้
การจัดการประชุมวิชาการประชาสังคมครั้งที่ 2 “ทิศบ้าน ทางเมือง : บนเส้นทางประชาสังคมไทย” จึงเป็นแรงบันดาลใจและพลังใจให้กับ “ประชาสังคม” ที่ก่อตัวขึ้นเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในพื้นที่ต่างๆ ได้เชื่อมโยงกันเข้ามา เปิดพื้นที่การพูดคุยแลกเปลี่ยน อภิปรายกัน เมื่อวันที่ 18-21 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 ณ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นครปฐม จัดโดย สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคมไทย (Civicnet) สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และองค์กรร่วมจัดอีก 14 องค์กร (มีรายชื่อท้ายบทความ) มีผู้เข้าร่วมเวทีทั้งหมด 309 คน ซึ่งถือเป็นเวทีใหญ่ประจำปีของประชาสังคมทั่วประเทศที่มารวมตัวกัน
ท่ามกลางผู้คนที่ทำงานเคลื่อนไหวในพื้นที่ที่มีความหลากหลาย เวทีแลกเปลี่ยนอภิปรายพูดกันถึงคำว่า “ประชาสังคม” ที่ยังมีความสับสน อาจจะเรียกกันว่า วาทกรรม การตีความ เพราะในช่วงเวลานั้น (พ.ศ.2543) ไม่ว่าจะมีการพูดถึง ประชาคม ประชาสังคม ในสายตาของการจัดตั้งก็จะถูกตีความหมายและให้ความหมายแตกต่างกันไปทั้งจากนักวิชาการบ้าง นักปฏิบัติการทางสังคมบ้าง ในการประชุมวิชาการครั้งนี้จึงเน้นความสำคัญไปที่ “ทิศบ้าน ทางเมือง” ที่ประชาสังคมเข้าไปเกี่ยวข้องขับเคลื่อนผลักดันในด้านต่างๆ ทั้งความมั่นคงทางการทหาร ความมั่นคงทางด้านสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน เรื่องยาเสพติด ความมั่นคงในบทบาทของสื่อมวลชน และการขยายตัวของพลังประชาสังคม บทบาทของการสร้างประชาสังคมบนฐานเศรษฐกิจที่เป็นจริง ไม่ว่าบทบาทของ “ประชาสังคม” จะมากหรือน้อย แต่การเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางประเด็นเหล่านี้จะทำให้เรามองเห็นทิศบ้านทางเมืองของเรา
(อ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดหนังสือได้ที่ https://www.chaiwatthirapuntu.com/civicnet-book/ )
ขบวนการประชาสังคมไทยกับความเคลื่อนไหวภาคประชาชน
“ไม่มีแผนไหนสมบูรณ์แบบหรือสโลแกนส่วนหรูใดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้คือการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์”
อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ กล่าวถึงการรวมตัวกันทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของประชาคมนครปฐม ประชาคมสี่แยกอินโดจีน ประชาคมจังหวัดนครราชสีมา และสงขลาฟอรั่ม และประชาคมอีกหลายแห่งที่ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ในกลุ่มคนที่เรียกว่า นวัตกรประชาสังคม (Civic Innovation) ผ่านการฝึก Systems thinking หรือวิธีคิดเชิงกระบวนระบบ ที่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ที่ซับซ้อน เท่าทันโลกที่มีหลากมิติเชื่อมโยงและเคลื่อนไหวตลอดเวลา เหตุการณ์บ้านเมืองเรื่องทั้งหมดในสังคมที่กระทบถึงกัน เข้าใจระบบและคิดออกแบบกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและพลิกเปลี่ยนสถานการณ์ได้
ในช่วงปี 2543 ที่ขบวนการประชาสังคมไทยกำลังเข้ามามีบทบาทในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เดินไปพร้อมๆ การใช้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 ที่มีการจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาหลายองค์กร และกระแสการปฏิรูปในด้านต่างๆ กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจารย์ชัยวัฒน์ มองว่า “ประชาสังคม” จะต้องพัฒนาการเรียนรู้ให้เร็วให้ทันกับสถานการณ์ เพราะเรื่องราวต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะประเด็นใหญ่ๆ 5 เรื่อง คือ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกเรื่องเชื่อมโยงถึงกันหมด การเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำแบบเดิมไม่ได้ ต้องออกแบบกระบวนการวิธีการใหม่ที่สร้างสรรค์ การทำแบบเดิมอาจจะเคยแก้ปัญหาได้ในบริบทของตอนนั้น แต่เมื่อรูปแบบปัญหามันเปลี่ยนไปแล้ว บริบทและสถานการณ์มีความซับซ้อนขึ้น การเรียนรู้ให้เร็วและเรียนรู้กระบวนการใหม่ๆ เพื่อใช้ออกแบบการขับเคลื่อนใหม่เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับประชาสังคม
กำเนิดและพัฒนาการของขบวนการประชาสังคมไทย
ในการอภิปรายถึงกำเนิดและพัฒนาการขบวนการประชาสังคมไทย อาจารย์ขวัญสรวง อติโพธิ ตั้งหัวข้อในการอภิปรายว่า “ชอกช้ำ โชกโชน จนช่ำชอง : กำเนิดและพัฒนาขบวนการประชาสังคมไทย” ซึ่งเป็นการเล่าประสบการณ์ของกลุ่มประชาคม ประชาสังคม ที่ทำงานในพื้นที่ ที่กำลังเผชิญกับความซับซ้อนของปัญหาที่ส่งผลกระทบถึงกัน ทั้งเศรษฐกิจ (ช่วงหนี้ IMF) ทรัพยากรธรรมชาติ (เขื่อนปากมูล ประมงพื้นบ้าน ฯลฯ) การเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของประชาสังคมจึงต้องคิดและทำงานอย่างเป็นระบบ และไม่สามารถชักธงนำทำคนเดียวได้
แนวทางในการขับเคลื่อนคือต้องเคารพในความแตกต่าง เชื่อมั่นในศักยภาพของคน และสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน ยึดสำนึกพลเมืองและมุ่งเป้าหมายที่ท้องถิ่น ไม่ปฏิเสธรัฐแต่ก็ไม่พึ่งพารัฐ แม้กำลังของประชาสังคมจะน้อย แต่มีจิตใจที่พร้อมจะสู้ เต็มที่กับการทำงาน และการเคลื่อนไหวจะสำเร็จได้ต้องใช้ความรู้และการสื่อสารกับคนทุกระดับเพื่อขยายฐานให้ถึงคนในสังคม
ประสบการณ์ของสมัชาจังหวัดนครปฐม โดยคุณชูชัย ฤดีสุขสกุล เล่าว่า ประชาสังคมนครปฐมไม่ได้เกิดตามธรรมชาติในแรกเริ่ม แต่เกิดจากการ “จงใจให้เกิด” โดยการรวมกลุ่มกันของสมัชชานครปฐมที่ฉวยโอกาสจากกระแสรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ.2539 เชื่อมโยงกับหอการค้าจังหวัด ดังนั้นการเกิดขึ้นของประชาคมจึงเป็นเรื่องของการช่วงชิงโอกาสและพื้นที่การทำงานของทุกกลุ่มในจังหวัด ทุกกลุ่มเป็นประชาคมร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่จะอ้างตัวว่าเป็นประชาคมจังหวัดเพียงกลุ่มเดียว
ประชาคมสี่แยกอินโดจีน ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนในภาคเหนือตอนล่าง 10 จังหวัด โดยสถาบันเพื่อการพัฒนาสี่แยกอินโดจีน นพ. ทวีศักดิ์ นพเกษร เล่าว่า ในบริบทของภาคเหนือตอนล่างช่วงก่อนปี พ.ศ. 2540 นั้นแทบจะไม่มีเอ็นจีโอทำงานเคลื่อนไหวเลย แต่ประชาสังคมนั้นเติบโตมาจากชนชั้นกลางที่เป็นข้าราชการท้องถิ่นที่รู้สึกว่าท้องถิ่นนั้นถูกกระทำและคนเหล่านี้รู้สึกไม่อยากทิ้งบ้านเกิดจึงลุกขึ้นมาทำงานประชาสังคม และการที่ภาครัฐมักมองว่าการสร้างประชาสังคมในท้องถิ่นนั้นเป็นสูตรสำเร็จรูป เช่น จัดเวทีแล้วมีคนมาฟัง 100 คน ถามความเห็นให้ยกมือแล้วกลับบ้าน แล้วบอกว่าเกิดการมีส่วนร่วมแล้วนั้น ไม่ใช่ประชาสังคม เพราะประชาสังคมที่แท้จริงเน้นมิติความเคลื่อนไหวที่ต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วม เป็นการสื่อสารสองทาง มีการเรียนรู้ร่วมกันอย่างอิสระ มีกิจกรรมร่วมกันที่นำไปสู่ความสำเร็จและเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ไม่รู้จบ
ประสบการณ์ของประชาสังคมจังหวัดนครราชสีมา มีจุดเริ่มต้นจากการรวมตัวกันหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 อาจารย์ปรีชา อุยตระกูล เล่าว่า เกิดจากการพูดคุยกันในประเด็นร่วมที่ใกล้ตัวประชาชน เช่นประเด็นสิ่งแวดล้อม คนที่เข้ามาร่วมพูดคุยในช่วงแรกก็จะเป็นไปตามธรรมชาติ มีทั้งคนที่ช้ำชอกจากการทำงานเคลื่อนไหว คนที่ห่วงใยบ้านเมืองและสังคม ทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมพูดคุยก็จะมีกระบวนการสังเคราะห์สิ่งที่ได้เรียนรู้ มีเครื่องมือทางวิชาการ การสืบค้น การวิเคราะห์ข้อมูล แสดงความคิดเห็นและสื่อสารสู่สาธารณะในวงกว้าง กิจกรรมการพูดคุยเป็นการเรียนรู้ร่วมกันของกลุ่มคนที่หลากหลายและใช้ประเด็นที่กระทบต่อสังคมมาสร้างพลังให้กับท้องถิ่นให้เกิดการรวมตัวกัน ทำให้กลุ่มเข้มแข็งและมีความหวังอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การรวมกันชั่วคราวที่ทำภารกิจเสร็จก็สลายตัว ประชาสังคมในจังหวัดจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา
สงขลาเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ คุณพรรณิภา โสตถิพันธุ์ จากสงขลาฟอรั่ม มองเห็นผู้คนที่ทำงานอยู่ในหลากหลายกลุ่ม และมีเอ็นจีโอในพื้นที่หลายคน แต่ต่างคนต่างทำ และมีบุคลิกที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องส่วนรวม แต่ยังขาดเวทีประสานให้เป็นหนึ่งเดียวกัน การที่สงขลาฟอรั่มใช้ “สื่อ” เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนก็เนื่องจากปัญหานั้นมีมากและหลายประเด็นเป็นเรื่องร้อน การสื่อสารแบบคนต่อคนอาจจะไม่ทันการณ์ จึงใช้สื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือขยายไปสู่คนหมู่มาก และส่วนหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาการถูกสื่อกระแสหลักจากส่วนกลางบิดเบือนประเด็น เช่น กรณีประมงพื้นบ้านที่มีการบิดเบือนว่าเป็นเรื่องของการแย่งชิงทรัพยากร ทั้งที่เป็นการดูแลทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน เป็นต้น การสื่อสารในยุคนั้นยังติดปัญหาในหลายเรื่องทั้งเทคโนโลยี งบประมาณ และระบบราชการ ดังนั้นทางออกของสงขลาคือการพยายามสร้างเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่จัดเป็นเวทีออกอากาศทางวิทยุท้องถิ่น ทั้งเป็นเวทีพูดคุยใต้ร่มไม้ได้เห็นหน้าเห็นตา แต่ความสำคัญอยู่ที่การมีเวทีพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนประเด็น ก็จะสามารถรวบรวมคนเข้ามา ทำให้คนเข้าใจกัน และขยายคนขยายวงออกไปได้
ประชาสังคมกับการปฏิรูประบบสุขภาพ
จากระบบสาธารณสุขมาสู่ระบบสุขภาพ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนแนวคิดการปฏิรูประบบสุขภาพครั้งใหญ่ของไทย มีการตั้งสำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) เมื่อปี พ.ศ. 2543 เพื่อใช้เวลาในการร่างและผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ในกระบวนการร่างกฎหมายฉบับนี้สร้างการมีส่วนร่วมของประชาสังคมขึ้นมาอย่างกว้างขวาง มีเวทีการอภิปรายพูดคุยแลกเปลี่ยนกันหลายวง ที่เป็นการขยายแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างระบบสุขภาพ เปลี่ยนระบบให้เป็นเชิงรุกเป็น “สร้างนำซ่อม” ในเวทีประชุมวิชาการประชาสังคม จึงได้นำเรื่อง จากสาธารณสุข สู่สุขสาธารณะ : ขบวนการประชาสังคมกับการปฏิรูประบบสุขภาพ และ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ โดย นพ.อำพล จินดาวัฒนะ และ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป มานำการอภิปราย
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ได้กล่าวถึงเรื่องสุขภาพว่าไม่ใช่แค่เรื่องของหมอ โรงพยาบาล หรือยา แต่คือ “สุขภาวะ” ที่คลอบคลุมทั้งกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ ซึ่งการมีสุขภาพดีถือเป็นสิทธิและหน้าที่ของทุกคน โดยสังคมต้องเอื้อและสร้างโอกาสไม่ใช่ให้พึ่งพาแค่ปัจเจก ปัญหาของระบบสาธารณสุขไทยที่เน้นการพัฒนาตามทุนนิยม เน้นระบบเชิงรับคือการฝากสุขภาพไว้กับหมอ โรงพยาบาล และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทำให้งบประมาณส่วนใหญ่ของประเทศ 2 ใน 3 ต้องนำไปใช้กับการ “ซ่อมสุขภาพ” เสียเป็นส่วนใหญ่ แทนที่จะนำมาใช้ “สร้างสุขภาพ” และปัญหาสุขภาพส่วนใหญ่กว่าครึ่งเกิดจากพฤติกรรมและโครงสร้างสังคมที่ไม่เอื้อต่อการออกกำลังกายและการดูแลตัวเอง อีกทั้งยังมีความเหลื่อมล้ำในระบบประกันสุขภาพ ขณะที่ข้าราชการ ลูกจ้างประกันสังคม หรือคนที่ซื้อประกันเอกชนได้รับสิทธิ แต่คนจนจำนวนมากกลับต้องใช้ “บัตรคนจน” ที่ถูกเลือกปฏิบัติ คนไทยอีกสิบกว่าล้านคนไม่มีหลักประกันด้านสุขภาพเลย
แนวทางการปฏิรูประบบสุขภาพจึงต้องปรับเปลี่ยนจากระบบเชิงรับมาเป็นเชิงรุก คือ สร้างนำซ่อม โดยการดูแลคนให้แข็งแรง ไม่ใช่รอให้ป่วย ดังนั้นยุทธศาสตร์สำคัญก็คือ การสร้างองค์ความรู้ สร้างความร่วมมือกันในสังคม การสื่อสารกับประชาชนผ่านสื่อ และการบริหารจัดการร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ให้เป็นรัฐธรรมนูญด้านสุขภาพ โดย พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ จะช่วยให้เกิดการกระจายอำนาจ เกิดการปฏิบัติการทางสังคมของประชาสังคม (Civic Action) ผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเปลี่ยนจาก “สาธารณสุข” (Public Health) ไปสู่ “สุขสาธารณะ” (Healthy Public)
ขณะที่ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อภิปรายถึงมุมมองสุขภาพในมิติกว้างเป็นสุขภาวะองค์รวม ที่กาย จิต สังคม จิตวิญญาณ ที่เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต อาหาร รายได้ หรือแม้แต่การเมือง กระบวนการผลักดัน พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ จึงไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่เป็นกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เชื่อมโยงกันในทุกมิติ ระหว่างการจัดทำ พ.ร.บ. จึงเป็นกระบวนการเตรียมความพร้อมทางสังคม การปรับเปลี่ยนแนวคิดจาก “ซ่อม” มาเป็น “สร้างเสริม” สุขภาพ เป็นการเสริมความเข้มแข็งให้กับสังคมโดยเอาความสุขของทุกคนเป็นตัวตั้ง ขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องในรูปแบบของเครือข่าย เพราะการปฏิรูปหากสังคมไม่เข้มแข็งพอ การปฏิรูประบบสุขภาพก็อาจไม่ประสบความสำเร็จ
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลง
“เราทุกคนอยู่ในระบบ ทุกคนจึงเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาและเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาด้วย”
อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ พูดถึงทิศทางการขับเคลื่อนสังคมท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงว่า ศักยภาพของปัจเจกบุคคล (Human Potential) สามารถทำอะไรได้เยอะมาก และเราสามารถเปลี่ยนศักยภาพบุคคลเป็นพลังสังคมได้ เป็นพลเมืองที่เอาการเอางานไม่ใช่ทำในลักษณะต่างคนต่างทำ ต้องขับเคลื่อนสังคมในลักษณะเชิงเครือข่าย มีการปรึกษาหารือร่วมกันและต้องอาศัยการเรียนรู้ร่วมกัน
สังคมไทยมีความสมานฉันท์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ วัฒนธรรม เราสามารถประสานประโยชน์ได้ทั้งหมด และใช้เทคโนโลยีมาช่วยเสริม เราจึงจะสร้างอำนาจใหม่ได้ การเชื่อมต่อกันของกลุ่มคนเล็กๆ ขยายพลังสังคมให้กว้างรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและซับซ้อนได้ อย่างแรกคือยกระดับศักยภาพของปัจเจกบุคคล สอง คือทำศักยภาพของปัจเจกบุคคลให้เป็นศักยภาพทางสังคม (Social Potential) และขับเคลื่อนให้เกิดพลัง (Dynamic) ไหลไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง และต้องค้นหาว่าอะไรคือความรู้ที่ใช้ในการปฏิบัติ (Action Science) ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก (Positive Motion) ให้แก่สังคมได้
ความมั่นคงของชาติในโลกที่พลิกผัน (Security in the Changing World)
อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ กล่าวนำในประเด็นความมั่นคงของชาติในโลกที่พลิกผันว่า นิยามความมั่นคงยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องของการทหารหรือการรบพุ่งเพียงอย่างเดียว ภารกิจในการแก้ปัญหาบ้านเมืองนั้นจะต้องดึงพลังต่างๆ ของสังคมมาร่วมกันแก้ปัญหา สร้างบทสนทนาระหว่างภาคประชาสังคมกับกองทัพ (Civil-Military Dialogue) เพื่อสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืน เพิ่มพลังของชาติ และทำให้เยาวชนเกิดความภาคภูมิใจ มีอิสระ และแสดงถึงอธิปไตยของชาติได้อีกด้วย
1. นิยามความมั่นคง ที่ รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ได้นำเข้าสู่การอภิปรายคือ การเปลี่ยนมุมมองจากการมอง “ข้าศึก” มาสู่การมองในมิติอื่นๆ เช่น ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Security) การเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศ , ความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) ที่เน้นความมั่นคงของตัวบุคคลไม่ไช่แค่รัฐ, ความมั่นคงด้านการศึกษาและการย้ายถิ่นของประชากร
ภัยคุกคามที่กำลังเป็นประเด็นใหม่ จากเหตุการณ์ทั่วโลกชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มสงครามแยกรัฐจากความคิดเรื่องชาตินิยม, องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ (Transnational Crime) ที่สร้างพันธมิตรการทำงานร่วมกัน, และความมั่นคงด้านข้อมูลข่าวสาร (Information Security) ที่ข้ามพรมแดนและมีผลต่อการบริหารรัฐ ประเด็นใหม่ที่น่าสนใจสำหรับความมั่นคงของชาติที่สังคมไทยต้องเผชิญในอนาคต 10 เรื่องคือ
1. ปัญหาสิ่งแวดล้อมและความล่มสลายของระบบนิเวศ
2. ปัญหาการย้ายถิ่นและ “คนจนเมือง” ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าคนจนชนบท
3. ความมั่นคงด้านข่าวสาร และการรับมือกับสงครามข่าวสาร (Information Warfare)
4. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (การถูกครอบงำโดยทุนต่างชาติ)
5. การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ที่ทำลายประชากรวัยทำงาน
6. ปัญหาวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ (เช่น ความขัดแย้งในชายแดนใต้)
7. ปัญหาแรงงานข้ามชาติ/พลัดถิ่น (มองว่าเป็นปัญหาสังคมและการจัดระเบียบ ไม่ใช่ปัญหาความมั่นคง)
8. องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการ
9. การแพร่กระจายของยาบ้าบริเวณชายแดน
10. ความมั่นคงทางชีวิตของมนุษย์ (Human Security) จากวิกฤตเศรษฐกิจที่นำไปสู่ปัญหาการว่างงานและความรุนแรงในสังคม
2. ความมั่นคงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ นพ.วิพุธ พูลเจริญ ได้กล่าวไว้ คือ สุขภาพและสุขภาวะของคน เพราะมนุษย์เป็นศูนย์กลางของความมั่นคง ถ้ารัฐมั่นคงแต่สุขภาพสุขภาวะประชาชนไม่ดี รัฐก็ไม่มีความหมาย สุขภาพไม่ใช่เรื่องของบุญของกรรม หรือเรื่องกายภาพอย่างเดียว แต่ปรับเปลี่ยนตามศักยภาพของแต่ละคน ครอบคลุมทั้งกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ (Spiritual & Dynamic)
ยกตัวอย่างการมองปัญหายาเสพติด นโยบายยาเสพติดต้องเน้นการลดความต้องการ (Demand) ของสังคม/ชุมชน แทนการใช้ความรุนแรงปราบปรามซึ่งลงทุนสูงและเอื้อต่อการคอร์รัปชัน สุขภาพคือสิทธิมนุษยชนที่รัฐต้องจัดสรรบริการตามรัฐธรรมนูญ และการสร้างคุณภาพคนให้ดีคือนำไปสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางการเมืองได้
3. ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ มองในมุมของความมั่นคงทางสารสนเทศ เนื่องจากเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนชีวิตคนรวดเร็วมาก ตัวอย่างเช่น Hacker สามารถโจมตีเว็บไซต์รัฐบาลหรือขโมยข้อมูลบัตรเครดิตภาคธุรกิจได้ง่าย ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในด้านสารสนเทศ ได้แก่
· สิทธิสารในสารสนเทศและการเผยแพร่ ปัญหาการควบคุมข้อมูลข่าวสารข้ามประเทศผ่านอินเทอร์เน็ต
· สิทธิความเป็นส่วนตัว (Privacy) การใช้เทคโนโลยี (เช่น ดาวเทียมละเอียดสูง, การเก็บข้อมูล บาร์โค้ด/พฤติกรรมการซื้อสินค้า) ที่อาจละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และ
· คุณภาพและความเหมาะสม เรื่องของข้อมูลบิดเบือน ภาพลามก หรือการสอดส่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์โดยรัฐ
แนวทางในการรับมือ ได้แก่ การออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์, กำหนดนโยบายความปลอดภัยขององค์กร, สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน, วิจัยและพัฒนา รวมทั้งการสร้างนิสัยระดับบุคคล (เช่น เปลี่ยนรหัสผ่านสม่ำเสมอ)
4. ความมั่นคงของชาติมีหลายมิติ ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการทหาร พลตรี บัญชร ชวาลศิลป์ กล่าวไว้ว่า การทหารเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งของความมั่นคงเท่านั้น เราคุ้นเคยกับประเด็นการทหารเพราะที่ผ่านมาเคยมีสถานการณ์สงคราม ปัจจัยการทหารจึงเคยเป็นปัจจัยหลัก แต่ปัจจุบันมีความซับซ้อนยิ่งกว่านั้น ปัจจัยความมั่นคงหลักในปัจจุบันเปลี่ยนจากเรื่องการทหารไปเป็นเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ กองทัพหลังสงครามเย็นคือกลไกหนึ่งของรัฐบาลประชาธิปไตย มีหน้าที่ให้ข้อคิดเห็นและปฏิบัติตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
ปัญหาหลายอย่างของกองทัพเป็นปัญหาของสังคม และแนวคิดประชาสังคมน่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหาได้ การปฏิรูปกองทัพปฏิรูปทหารได้มีการทำมาหลายครั้งในช่วงเวลา 300 ปี ปัญหานายพลล้นกองทัพเกิดจากการขยายตัวช่วงสงครามในอดีต การแก้ปัญหาของกองทัพ (เช่น ขนาดกองทัพ ระบบกำลังสำรอง การเกณฑ์ทหาร) จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือและวางแผนร่วมกันจากสังคมและรัฐบาล
แนวคิดประชาสังคมมีรากฐานในกองทัพมานานแล้ว โดยเฉพาะ “คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๓” ในอดีต ที่ใช้การเมืองนำการทหาร ยอมรับความแตกต่าง และสร้างพื้นที่พูดคุยเพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม การสร้างความมั่นคงให้กับประเทศจึงต้องเป็นการประสานพลัง การใช้อำนาจรัฐ (แนวดิ่ง) กับประชาสังคม (แนวราบ) ต้องถักทอร้อยเรียงเข้าด้วยกันด้วยความเมตตาและกรุณา
การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Communication for Social Change)
1. ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ กล่าวนำเรื่อง การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงกับประชาสังคม ว่า สิ่งสำคัญในการเรียกร้องสิทธิของประชาชนในเรื่องของการสื่อสาร โดยยึดตามเจตนารมณ์ของมาตรา 40 (ตามรัฐธรรมนูญ 2540) คือเรื่องความเสมอภาคของสื่อ โดยเฉพาะวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงเป็นพาหนะสำคัญของการสื่อสาร สื่อจะต้องเป็นของภาคประชาชน ภาครัฐ และเอกชนอย่างเหมาะสม ยอมรับกติกาซึ่งกันและกัน เพื่อสังคมที่น่าอยู่ เกิดสมดุลทางอำนาจในการสื่อสารและสมดุลของเนื้อหาทั้งกระแสหลัก กระแสทางเลือก กระแสบริโภคนิยม การมีส่วนร่วมของประชาชนในด้านการสื่อสาร โดยเฉพาะในสื่อสารมวลชนต้องมีความสมดุล ภาคประชาชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการวางแผน การจัดการวางนโยบายในการใช้สื่อได้ด้วย การสื่อสารทั้ง 4 ประเภท คือ สื่อบุคคล สื่อพื้นบ้าน สื่อเฉพาะกิจ สื่อสารมวลชน มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนการใช้สื่อของภาคประชาชนที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง
2. ดร.กาญจนา แก้วเทพ ชี้ให้เห็นว่าเกิดการผูกขาดคำว่า “สื่อ” ว่าหมายถึงสื่อสารมวลชนเท่านั้น ซึ่งจำเป็นต้องเปิดเสรีทางด้านคำนิยาม และเสนอให้เห็นว่าสื่อมี 4 ประเภท ได้แก่ สื่อบุคคล (สำคัญที่สุดต่อสังคมชนบท), สื่อพื้นบ้าน, สื่อเฉพาะกิจ (ทั้งแบบใหม่และพิธีกรรมแบบเก่า) และสื่อสารมวลชน
สำหรับการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม เสนอให้ใช้ระบบคู่ขนานเชื่อมโยงและให้ความสำคัญกับสื่อทั้ง 4 ประเภทอย่างเท่าเทียม และได้เสนอแนวคิด “การสื่อสารเพื่อประชาชน ของประชาชน และโดยประชาชน” โดยเน้นกระบวนการที่ชุมชนมีส่วนร่วม โดยระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน แบ่งการมีส่วนร่วมในสื่อออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับต่ำสุด (เป็นผู้รับสาร เช่น โทรศัพท์เข้ามาเสนอแนะ), ระดับผู้ร่วมผลิต (ให้ชาวบ้านพูดเรื่องของตนเอง หรือการส่งความคิดสร้างสรรค์ทางอินเทอร์เน็ต) และระดับสูงที่สุด (วางแผน จัดการ และวางนโยบาย เช่น เคลื่อนไหวเรื่องวิทยุชุมชนและหอกระจายข่าว)
ทั้งนี้ได้มีข้อเสนอแนะเพื่อสร้างดุลยภาพ โดยให้นักพัฒนานิเทศศาสตร์สำรวจตัวเอง และสร้างพื้นที่สาธารณะในการพูดคุย (เช่น สภากาแฟ), การรวมกลุ่มดูโทรทัศน์ (Media forum) เพื่อรู้เท่าทันสื่อ, การให้ความสำคัญกับ “เนื้อหาสาระ” มากกว่ารูปแบบ, และการเคารพสิทธิการสื่อสารทั้งในฐานะผู้รับและผู้ส่งสาร
3. คุณสันติ จิตระจินดา กล่าวถึง ข้อจำกัดของสื่อสารมวลชนที่ถูกกำหนดโดยโครงสร้างสังคมเพื่อรับใช้ความคิดในโครงสร้างนั้นๆ เป็นการสื่อสารทางเดียวเพื่อกล่อมเกลาจิตใจมวลชนให้อยู่ในทิศทางที่ต้องการ สื่อไม่ได้ประกันว่ามนุษย์จะเกิดการเรียนรู้จริง และมักเป็นเพียงกลไกทางธุรกิจ
สถาบันหลักที่กำกับอุดมการณ์สังคมมี 3 แห่ง คือ โรงเรียน, วัด/ระบบศรัทธา และสื่อสารมวลชน หากสนใจ “ประชาสังคม” สังคมไม่ควรมีภาวะอุดมการณ์จุดเดียว แต่ต้องยอมรับความเป็นพหุสังคม
การศึกษาระดับของการสื่อสารเป็น 4 แบบ คือ สื่อสารมวลชน, สื่อสารกลุ่มย่อย (Small group), สื่อสารระหว่างบุคคล (Personal – ดีที่สุดในการส่งเสริมปัจเจก) และสื่อสารภายในบุคคล (Interpersonal – การเข้าใจ/ค้นหาตัวเอง)
ประชาสังคมคือการกลับไปสู่คุณค่าความเป็นมนุษย์ เมื่อโครงสร้างเดิมใช้ไม่ได้ผล ก็ต้องสถาปนาโครงสร้างสื่อชุดใหม่ขึ้นมา เน้นการสร้างสมดุลระหว่างเนื้อหาและรูปแบบ ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย (Intercultural communication) และใช้วิธีนำสื่อไปทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่องด้วยความอดทน
4. คุณเทพชัย หย่อง วิพากษ์บทบาทสื่อมวลชนกระแสหลักว่า สื่อมวลชน (โดยเฉพาะโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์) ยังไม่ปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของภาคประชาสังคม ยังคงวนเวียนเสนอข่าวสาร Politician กลุ่มเดิมๆ ในกรุงเทพฯ แถบทำเนียบรัฐบาลหรือรัฐสภา
การบิดเบือนและมองข้ามภาคประชาชน คนธรรมดาหรือภาคประชาสังคมจะได้เป็นข่าวก็ต่อเมื่อมีเหตุร้ายหรือการประท้วง สื่อมักทำหน้าที่สร้างความขัดแย้งมากกว่ากระตุ้นการมีส่วนร่วม ทั้งยังมองข้ามเสียงของชุมชนในท้องถิ่นที่พยายามสื่อสารความต้องการของตนเอง
การครอบงำสื่อ สื่อมวลชนถูกครอบงำด้วยอำนาจการเมืองและธุรกิจ กลุ่มผลประโยชน์พยายามเข้ามาเบี่ยงเบนเจตนารมณ์ตามมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ หากปล่อยให้กลุ่มเหล่านี้ครอบงำ การเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมจะเกิดขึ้นได้ยาก
5. คุณพรรณิภา โสตถิพันธุ์ กล่าวถึงผลกระทบจากสื่อกระแสหลักว่ามักบล็อกความคิด สร้างภาพข่าวร้ายเพื่อขายข่าว และบิดเบือนประเด็นของคนเล็กคนน้อยในท้องถิ่น (เช่น กรณีประมงพื้นบ้านที่สู้เพื่อทรัพยากรยั่งยืน แต่สื่อกลับนำเสนอไม่ถูกต้อง) นอกจากนี้ สื่อธุรกิจยังชิงตัวเด็กและเยาวชนไปเป็นตัวประกันทางธุรกิจ
ความพยายามของประชาสังคมในท้องถิ่น (เช่น สงขลา) ที่ดิ้นรนสื่อสารและสร้างกิจกรรมสาธารณะ เป็นการยึดพื้นที่สื่อคืน พร้อมเตือนภัยว่าเจตนารมณ์มาตรา 40 เรื่องวิทยุชุมชนกำลังถูกกลุ่มธุรกิจเบี่ยงเบน
การเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ได้มาจากสื่อเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ “กิจกรรม” ในชุมชนเป็นฐานเพื่อสร้างการเรียนรู้และการพูดคุยกัน ผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้องมีระบบคิดแบบเชื่อมโยงองค์รวม และต้องหาจุดร่วมระหว่างภาคประชาชน/ประชาสังคม นักวิชาการ และนักธุรกิจที่มีจิตสาธารณะ (Civic mind) ร่วมกัน
6. นพ. ธเนศ พัวพรพงษ์ กล่าวถึงสื่ออินเทอร์เน็ต (Cyber space / Virtual reality) เป็นสื่อที่มี feedback สองทางระหว่างผู้ส่งและผู้รับ ช่วยเปลี่ยนสังคมไทยให้มีความเป็นปัจเจก กล้าแสดงออก และต้องการความเท่าเทียมกันมากขึ้น การเป็นพื้นที่สมมติและการแสดงตัวตนในโลกอินเทอร์เน็ต คนเราไม่ต้องแสดงตัวตนจริง จึงกล้าเปิดเผยเนื้อแท้ ความคิดเห็น หรือปัญหาซ่อนเร้นที่ไม่กล้าพูดในชีวิตจริง เช่น ปัญหาเอดส์ การทำแท้ง โรคเครียด หรือการตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน (ดังตัวอย่างโครงการ “คลินิกออนไลน์” ที่ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ)
ศักยภาพของอินเทอร์เน็ตต่อภาคประชาสังคม อินเทอร์เน็ตสร้างความสัมพันธ์ได้ง่าย ช่วยสร้างชุมชนออนไลน์ (เช่น Pantip), สร้างองค์กรกลาง (เช่น Ngonet) และใช้เป็นช่องทางในการระดมความคิดเห็น ร้องทุกข์ และรณรงค์กิจกรรมสังคมต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อควรระวังและข้อจำกัด ผู้ใช้ต้องระวังอาการติดอินเทอร์เน็ต ต้องใช้วิจารณญาณตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร และช่วยกันเฝ้าระวังอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ที่สำคัญ ปัจจุบันผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังมีปริมาณน้อย(ข้อมูลปี 2543) เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด และกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ จึงต้องผลักดันให้เกิดการใช้งานอย่างกว้างขวางมากขึ้น
พลังสร้างสรรค์ของชาติด้านธุรกิจ (Cultivated Economy)
พลังสร้างสรรค์ของชาติด้านธุรกิจเป็นอีกพลังของประชาสังคม การแก้ปัญหาจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ทุนนิยมครอบงำ คุณประพนธ์ อุดมทอง (ผู้ดำเนินรายการ) นำอภิปรายในประเด็นนี้ว่า ประเทศกำลังตกอยู่ภายใต้อำนาจของทุนนิยมและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น กรณีสี่แยกอินโดจีน หากมีการตัดถนนจากภาพเหนือตอนล่างไปทางเหนือของภาคอีสาน จะส่งผลให้การค้าขายเปลี่ยนรูป โดยต้องใช้ทางเดินเรือผ่านทางสิงคโปร์ ซึ่งเป็นปัญหากับการค้าขายของไทย และในกรณีที่มีบรรษัทข้ามชาติเข้ามากว้านซื้อที่ดินหลายพันไร่ เพื่อเข้ามาใช้ในการเพาะเมล็ดขาย ชาวนาชาวไร่ก็ลำบาก ที่ดินทำกินของคนไทยก็จะลดลง ทำให้ไม่มีที่ดินทำกิน กรณีเหล่านี้ไม่ได้ห่างไกลจากตัวเรา การจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส พวกเราต้องช่วยกันหาแนวทางแก้ไข เป็นโอกาสให้เราได้มาสุมหัวคุยกัน วางแผนกอบกู้อนาคตร่วมกัน
1. คุณศิริชัย สาครรัตนกุล กล่าวถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1-7 ว่า มุ่งเน้นความเจริญทางวัตถุและการผลิตป้อนตลาดโลก (เช่น ทำเกษตรส่งออก พึ่งเงินทุนต่างชาติ และเสรีทางการเงิน) จนทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก รายได้ไม่เท่าเทียม และสูญเสียดุลระหว่างเมืองกับชนบท (ขณะนั้นอยู่ในกระบวนการร่างแผน 8 ที่มีประชาคมแผน 8 เป็นวงพูดคุยประสานการจัดทำแผน)
การปรับบทบาทของทุนนิยม เช่นการให้เจ้าของทุนลดกำไรมาทำเพื่อสังคมเป็นเรื่องทำได้ยากเพราะเป็นอุดมคติ แต่มีตัวอย่างที่ดีอย่าง บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่ช่วยถ่ายทอดเทคนิคบริหารจัดการ ให้ชุมชน/สหกรณ์เข้ามาเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมัน และช่วยให้พึ่งพาตนเองได้
สิ่งที่ควรสนับสนุนและส่งเสริมคือ ให้ประชาชนเป็นอิสระ พึ่งพิงตนเองได้ ช่วยเหลือกันเอง ไม่หวังพึ่งให้คนอื่นแก้ปัญหา รูปแบบการรวมตัวที่มีพลังคือการจัดตั้ง “สหกรณ์” เพื่อรวมทุนของประชาชน ไม่ปล่อยให้ทุนตกอยู่ในมือนายทุนไม่กี่ครอบครัว ผลักดันให้มีองค์กรธุรกิจสหกรณ์ระดับชาติในหลากสาขา (ค้าปลีก ค้าส่ง ประกันภัย หลักทรัพย์ ฯลฯ) เน้นย้ำว่า สหกรณ์คือประชาธิปไตยในระดับองค์กรและสังคม เพราะให้ความสำคัญกับ “คน” มากกว่า “ทุน”
2. อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ กล่าวถึงปัญหาของเกษตรกรไทยว่า เกษตรกร/ชาวนาไทยในปัจจุบันเป็นเพียง “แรงงานในที่ดิน” ไม่ใช่ “ผู้ประกอบการ” เพราะกระบวนการผลิต การกู้เงิน ธ.ก.ส. และการกำหนดราคาตลาด ถูกควบคุมโดยปัจจัยภายนอกและใบสั่งทั้งหมด ปัญหาสำคัญคือการขาดผู้ประกอบการที่มีสมรรถนะทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ไม่ได้พัฒนาศักยภาพของคนให้ออกแบบผลผลิตเป็น จึงเป็นได้เพียง “หุ่นยนต์” หน้าแป้นพิมพ์หรือเครื่องจักร เสนอให้มีการส่งเสริมสร้างความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) และวางแผนเศรษฐกิจระดับชาติเป็น “รายสินค้า” โดยพิจารณาจุดเด่น/ภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่เพื่อสร้างระบบการผลิตที่ครบวงจร (เช่น กรณีไวน์ที่ California หรือแนวทางของมาเลเซีย) ยกระดับสินค้าไทย (เช่น เซรามิก อัญมณี เครื่องหนัง) ให้มีชื่อเสียงระดับโลก
อีกทั้งวิพากษ์ระบบการเมืองว่า เมืองไทยมีกฎหมายที่ดินที่รัฐมีสิทธิ์มากกว่าประชาชน และระบบการศึกษาที่คณะเศรษฐศาสตร์เหมือน “โรงเลี้ยงเด็ก” ผลิตบัณฑิตได้แต่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ได้ พร้อมย้ำว่าบ้านเมืองต้องการ “คนเก่ง” มาบริหาร ไม่ใช่แค่ “คนดี”
มองว่าเรื่องสหกรณ์ในไทยของกลุ่มต่างๆ เกิดยาก เพราะคนยังขาดการมองประโยชน์ส่วนรวม จึงต้องสร้าง “สำนึกร่วม” ให้เกิดขึ้นกับคนในชาติ
3. คุณปรีชา ส่งวัฒนา (เจ้าของแบรนด์ Flynow) วิพากษ์นิสัยคนไทยว่า “มักง่าย” และการลอกเลียนแบบของ คนไทยชอบทำอะไรตามๆ กัน ไม่คิดสร้างสรรค์ (เช่น ขายเป็ดพะโล้หรือปลาเค็มเหมือนกันทั้งถนน) ขาดเป้าหมายในชีวิต และระบบการศึกษาไม่ได้สอนให้คิดเป็น ต้องเปลี่ยนให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) และแบรนด์สินค้า เปลี่ยนแนวคิดเป็นการ “ผลิตน้อย แต่ได้มาก” โดยเน้นคุณภาพและการสร้างแบรนด์ (Brand name) ของตัวเอง เพื่อให้เป็นผู้กำหนดราคาสินค้าได้เอง
นอกจากนี้ยังวิจารณ์ภาครัฐและ BOI ที่มักง่าย ให้สิทธิประโยชน์แก่ธุรกิจต่างชาติที่มาใช้ไทยเป็นเพียงทางผ่าน/รับจ้างผลิต โดยไม่คุ้มครองและส่งเสริมผู้ที่คิดค้นนวัตกรรมหรือสร้างมูลค่าเพิ่ม และได้เล่าประสบการณ์จริงจาก Flynow เล่าถึงการต่อสู้ในการนำแบรนด์ไทยไปเดินแฟชั่นโชว์ระดับโลกที่อังกฤษ โดยใช้นักออกแบบและทีมงานคนไทยเพื่อลดต้นทุน และย้ำว่าการทำตลาดต่างประเทศต้องเข้าไปสัมผัสและเข้าใจ “จิตวิญญาณ/รสนิยม” ของฝรั่งจริงๆ
อีกทั้งมีข้อเสนอแนะ กระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนสร้างมูลค่าเพิ่มตั้งแต่อิฐก้อนแรก รัฐต้องมีมาตรการคุ้มครองการลอกเลียนแบบสินค้า และเรื่องของคนที่เข้ามาบริหารบ้านเมืองที่ช่วงหนึ่งเอาทหารมาปกครอง ซึ่งควรมาใช้ผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดในการบริหารมากกว่า
4. ดร. ภูษณ ปรีย์มาโนช กล่าวถึงการปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อลบทัศนคติติดลบ ในอดีตภาคธุรกิจมักถูกมองว่าเป็นปีศาจทำลายสังคมจากอุบัติภัยร้ายแรงต่างๆ (เช่น ไฟไหม้เคเดอร์ ตึกถล่ม โป๊ะล่ม) จึงจำเป็นต้องปรับตัว 2 ระดับ คือ การปรับตัวภายในองค์กร ที่ต้องสร้าง “บรรษัทภิบาล” (Corporate Good Governance) เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีคุณธรรม จริยธรรม และคำนึงถึงผู้บริโภค (โดยรัฐก็ต้องมีธรรมาภิบาล และประชาชนมีสิทธิตรวจสอบ) และการปรับตัวภายนอกองค์กร คือการสร้างเครือข่ายธุรกิจเพื่อคืนกำไรสู่ชุมชนอย่างจริงใจ ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ทำธุรกิจโดยไม่ทำลายธรรมชาติ สถาบันครอบครัว และวัฒนธรรมชุมชน
เสนอว่าการวัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ควรใช้ GDP แต่ควรใช้ GDH (Gross Domestic Happiness) หรือความสุขรวมภายในประเทศ ตามแนวคิดของ นพ. ประเวศ วะสี ที่เน้นความสุข ปึกแผ่น และสิ่งแวดล้อมยั่งยืน
ประชาสังคม : กระบวนทรรศน์ใหม่ในการเปลี่ยนแปลง (Academic Forum)
รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี ผู้ดำเนินการอภิปรายกล่าวว่า ขบวนการประชาสังคมแบบใหม่ New Social Movement เป็นการแก้ปัญหาสังคมที่ฉีกไปจากวิธีการแก้ปัญหาแบบเดิม จากที่มุ่งสู้กับอำนาจรัฐ กดดันรัฐให้มาตอบสนอง และสร้างนโยบายเพื่อแก้ปัญหาของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มาสู่ประเด็นที่มีความหลากหลายมากขึ้น แล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นการต่อสู้ที่บอกกับรัฐเฉยๆ ว่าประชาชนเดือดร้อนอย่างไร แต่เป็นวิกฤตของคนทั้งหมด ประชาชนในพื้นที่ต้องเข้าร่วมรับรู้และรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมมากขึ้น
1. นพ.พลเดช ปิ่นประทีป กล่าวถึงลักษณะของพลังทางสังคมยุคใหม่ หลังปี พ.ศ. 2535 การเคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนมาเป็น “Socio-Cultural Movement” (การเคลื่อนไหวทางสังคมวัฒนธรรม) เน้นการมารวมกันเพื่อหาทางออกร่วมกัน ไม่ใช้การนำแบบเดี่ยวแต่เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายที่แทนกันได้ และสร้างภูมิปัญญา/การเรียนรู้ทางสังคมอย่างรวดเร็ว
กลไกหนุนเสริมที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ได้แก่กระบวนการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และ 9 และรัฐธรรมนูญใหม่ มีส่วนสำคัญในการยึด “คนและท้องถิ่น” เป็นศูนย์กลางการพัฒนา
สถานภาพของประชาสังคมไทยน่าจะอยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจชุมชน การเคลื่อนไหวที่คำนึงถึงโครงสร้างประชาสังคมในระดับท้องถิ่น มีการนำเสนอผลการประเมินความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน (ข้อมูลปี 2542 จาก 33,903 องค์กร ทั่วประเทศ) โดยวัดจาก อายุองค์กร, จำนวนสมาชิก และปริมาณเงินออมทรัพย์ ภาพรวมทั้งประเทศมีองค์กรชุมชนที่เข้มแข็งและเข้มแข็งมากประมาณร้อยละ 12 (1 ใน 3 ของประเทศ) และพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งและหนาแน่นสูง ได้แก่ ภาคอีสานตอนล่าง ภาคอีสานตอนบน และภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย
ทิศทางในอนาคต ประชาสังคมในท้องถิ่น พลังท้องถิ่นจะเติบโตขึ้นไปดูแลประโยชน์สาธารณะ การเมืองภาคพลเมืองจะขยายตัวสู่ระดับชาติ ประชาสังคมจะใช้ปัญญาและเครือข่ายเข้ามาเป็นตัวถ่วงดุลระหว่าง รัฐ ทุน และสังคม โดยเน้นการพึ่งตนเอง
2. ดร.อุทัย ดุลยเกษม กล่าวถึง กระบวนทัศน์ใหม่ว่า “กระบวนทัศน์” ต้องเกิดจากความเห็นพ้องของชุมชน และการมีส่วนร่วมของชุมชนนั้นมันต้องโครงสร้างที่ทำให้คนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วม การที่เราใช้คำว่า “ประชาคม” คือเราจะต้องรู้จักวิธี “เอาธุระกับชุมชน” ซึ่งควรฝึกฝนเริ่มตั้งแต่ในครอบครัว ทุกคนรู้จักรับผิดชอบงานส่วนตัวและงานในบ้าน ส่วนไหนใช้ร่วมกันก็ต้องรับผิดชอบช่วยกัน
ในชุมชน การที่จะเกิดประชาคมได้ จะต้องอาศัยทุน 4 ประการ และถ้าเราสูญเสียทุน 4 ประการ ชุมชนก็จะอ่อนแอลง ทุน 4 ประการ คือ ทุนระบบนิเวศน์ เราต้องปกป้องไว้อย่าให้ร่อยหรอ ถ้าถูกดึงออกจากชุมชน จะทำให้ชาวบ้านหมดแรง ทุนด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งถูกทำลายจากการรับวัฒนธรรมใหม่ ถ้าระบบความสัมพันธ์เครือญาติการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน Social Safety Net หายไป ชุมชนก็จะอ่อนแอ ทุนเศรษฐกิจ เราถูกระบบธนาคารดึงเงินทุนออกจากพื้นที่ จึงควรมีทั้งการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ของชุมชน การรักษาทรัพยากรที่เป็นทุนทางเศรษฐกิจของพื้นที่ และทุนมนุษย์ ที่มีทั้งสติปัญญา คนที่มีความรู้ ถ้าคนเรียนจบแล้วออกจากพื้นที่ ไม่กลับคืนสู่ชุมชน ก็ขาดคนช่วยกันดูแลชุมชน
ดังนั้นเราจึงต้องฟื้นฟูทุนทั้ง 4 ให้กลับคืนมา ปรับวิธีคิดที่ไม่มองชาวบ้านว่าไร้ฝีมือ (Non-professional) และเตือนให้ภาคประชาชนตามติดกระบวนการจัดทำงบประมาณในแผนปฏิบัติการของรัฐ ไม่ใช่มีส่วนร่วมแค่ตอนทำเวทีวิสัยทัศน์อย่างเดียว
3. อาจารย์พิชัย ศรีใส กล่าวถึงกลุ่มคนในสังคมที่มีหลากหลายอาชีพ หลากหลายกลุ่ม การทำงานร่วมกันต้องดำเนินไปแบบ “คู่ขนาน” คือปฏิเสธการมีอยู่ของรัฐไม่ได้ แต่ต้องสร้างดุลยภาพและศักยภาพของฝั่งประชาชนขึ้นมาถ่วงดุล และยกตัวอย่างพัฒนาการในภาคใต้ ที่ความเจริญคุกคามท้องถิ่นอย่างรุนแรง การเมืองท้องถิ่นพัฒนาไปสู่ธุรกิจการเมืองและอิทธิพลการเมืองที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนระดับชาติ ดังนั้นการทำกิจกรรมทางสังคม การรวมกลุ่มทางสังคมที่จัดการโดยพลเมืองจะมีบทบาทสำคัญยิ่งกว่าพรรคการเมืองในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงสังคม
4. รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี (ผู้ดำเนินรายการ) กล่าวถึงขบวนการประชาสังคมแบบใหม่
ไม่ใช่แค่เรียกร้องให้รัฐแก้ปัญหาให้กลุ่มตน แต่เป็นการที่คนในพื้นที่เข้ามาร่วมรับรู้และรับผิดชอบวิกฤตร่วมกัน และการปฏิเสธรัฐ (State disobedience) ไม่ใช่การปฏิเสธการมีอยู่ของรัฐ แต่เป็นการปฏิเสธรัฐที่ฉ้อฉลหรือไม่มีประสิทธิภาพ ประชาสังคมไม่ได้ทำเพื่อยึดอำนาจรัฐ แต่ต้องเชื่อมต่อกับปัญหาจริงของชุมชนฐานล่าง
ในการประชุมเชิงปฏิบัติการของประชาสังคม เราเคยพูดถึงการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ของ ปีเตอร์ เซงเก้ (Peter Senge) และนำมาประยุกต์ใช้สู่ภาคปฏิบัติ คือ
– Personal Mastery การกำหนดใจและทัศนคติของตนเอง
– Shared Vision การสร้างวิสัยทัศน์และอนาคตร่วมกันของสังคม
– Team Learning การจัดการแบบใหม่ นำโดยกลุ่มแทนผู้นำเดี่ยว
และ 6 ศักยภาพสำคัญที่ประชาสังคมต้องเร่งสร้าง คือ
1. ปรับโลกทัศน์พยายามใช้วิธีคิดแบบองค์รวมสู่การปฏิบัติจริง
2. ต้องเป็นผู้ที่ใฝ่รู้ กล้าเผชิญและสนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่
3. ศักยภาพในการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างหลากหลายโดยไม่แตกแยก
4. ประสานประโยชน์ให้ชนะร่วมกันทุกฝ่าย (Win-Win)
5. ทำงานบนพื้นฐานของการจัดการใหม่ บริหารจัดการแบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงกัน
6. เชื่อมโยงกับฐานรากและคนยากไร้ในสังคม ซึ่งเป็นตัวพิสูจน์คุณค่าที่แท้จริงของขบวนการประชาสังคม
* 14 องค์กรร่วมจัดประชุมวิชาการประชาสังคมครั้งที่ 2 “ทิศบ้าน ทางเมือง : บนเส้นทางประชาสังคมไทย” ได้แก่
- The Asia Foundation (ผู้สนับสนุนหลัก)
- Fredrich–Naumann-Stiftung – FNS (ผู้สนับสนุนหลัก)
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
- บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
- ธนาคารออมสิน
- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
- สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
- ศูนย์สาธารณะประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
- สำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง
- สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI)
- โครงการมิตรภาพสู่ท้องถิ่น
- คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- หลักสูตรนิเทศศาสตร์พัฒนาการ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ทิศบ้าน…ทางเมือง” เคยเป็นรายการโทรทัศน์ที่มีการจัดเวทีสาธารณะเพื่อเรียนรู้ความจริงของบ้านเมือง ค้นหาอนาคตของแผ่นดิน เพื่อชีวิตของลูกหลานทุกคน ออกอากาศทุกบ่ายวันอาทิตย์ เวลา 13.30 – 15.00 น. ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 โดยเริ่มออกอากาศตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม 2543
รายการนี้เป็นการจัดเวทีสาธารณะผ่านสื่อ เนื้อหาของรายการประกอบด้วยส่วนที่เป็นรายการสดและเทปที่นำเสนอสกู๊ปก่อนเข้ารายการ เพื่อบอกเล่าพื้นเพ ความเป็นมา ข้อวิเคราะห์ในประเด็นที่ทำการพูดคุยกันแต่ละครั้ง และรายการสดที่แต่ละครั้งจะเกิดจากเวทีในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการเลกเปลี่ยนเรียนรู้ความจริงของบ้านเมือง รวมทั้งเกิดสำนึกและความตื่นตัวที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ ให้เกิดกระแสสำนึกต่อสาธารณะที่ไม่คิดว่าเรื่องการพัฒนาบ้านเมืองเป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว
ในรายการ อาจารย์ขวัญสรวง อติโพธิ จะทำหน้าที่เป็นผู้ตั้งกระทู้และเปิดประเด็นเพื่อนำเสนอแง่คิดมุมมองต่อสาธารณะและวงสนทนาในการค้นหาอนาคตร่วมกัน โดยมีผู้ดำเนินรายการ คือ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ และคุณจุฬารัตน์ เสรีเชษฐพงษ์ สนทนากับแขกรับเชิญที่เป็นผู้มีความรู้ เจ้าของประเด็นหรือคนที่ขับเคลื่อนประเด็นในพื้นที่นั้นๆ นอกจากนี้รายการยังนำเสนอช่วง “ลูกขัด” เพื่อเป็นมุมมองด้านศิลปวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตท้องถิ่นไทยที่จะให้อรรถรสและความเพลิดเพลิน ช่วงท้ายรายการจะเปิดรับฟังความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จากผู้ชมรายการผ่านทางโทรศัพท์
แต่ละตอนที่มีการนำเสนอได้แก่ มอง…แม่กลอง, ผ่อ…แดนน่าน, แล…ปัตตานี, เบิ่ง…สารคาม, ทุกข์ของลูกหลาน, ทิศทางสร้างเด็กไทย, ลุยเลใต้ วิกฤติทะเลไทย, กทม.รอผู้ว่าฯ, เจอ…สระแก้ว เป็นต้น
เพลง “ทิศบ้าน…ทางเมือง”
เนื้อร้องโดย อาจารย์ขวัญสรวง อติโพธิ
ขับร้องและทำนองโดย สุรินทร์ อิสมันยี
และ สมศักดิ์ อิสมันยี (วงคีตาญชลี)
มองหน้าลูก เห็นหน้าหลาน พาลให้คิด
โอ้ชีวิต วันหน้าเจ้า จะเนาไหน
แผ่นดินเรา เคยอยู่เย็น จะเป็นไร
บ้านเมืองไทย ต้องร่วมจิต คิดสร้างทำ
อันความสุข ทุกข์เรา ต้องเราชี้
แล้วคิดคลี่ ความจริงไทย ไม่ถลำ
จึงตั้งเป้าหมายบท กำหนดนำ
เข้าผลักทำ เป็นงานชาติ เป็นงานเมือง
ขอให้เป็น เช่นเทียน การเรียนรู้
สว่างสู้ สว่างทำ จนนำเนื่อง
กระจ่างเห็น เป็นทิศบ้านแลทางเมือง
พาประเทือง ลูกหลานไทย สุขใจเอย
