โดย อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ (บันทึก ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2569)
จากความผันผวนของโลก สู่ตำราสงครามคลาสสิก
ในเช้าวันหนึ่งที่ผมติดตามสถานการณ์โลก ทั้งเสียงสะท้อนจากการประชุม IMF และ World Bank รวมถึงข่าวการประท้วงและการจลาจลในหลายเมืองของประเทศฝรั่งเศส เหตุการณ์เหล่านี้ชวนให้คิดถึงสภาวะ VUCA World (ความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน คลุมเครือ) และ BANI World (ความเปราะบาง วิตกกังวล ไม่เป็นเส้นตรง และคาดเดายาก
ความคิดนั้นนำผมไปสู่หนังสือ The Art of Action โดย Stephen Bungay ผู้สนใจงานด้านยุทธศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลจาก Carl von Clausewitz นักปรัชญาการทหารชาวเยอรมันในยุคเดียวกับนโปเลียน โบนาปาร์ต ซึ่ง von Clausewitz ได้สังเกตยุทธการของนโปเลียนและเขียนตำราสงครามเล่มสำคัญชื่อ On War (Vom Kriege) ขึ้นมา
ความน่าสนใจของ On War คือ ในช่วงก่อนปฏิวัติรัสเซีย ปี 1917 เลนิน (Lenin) ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ระหว่างเดินทางผ่านสวิตเซอร์แลนด์และเยอรมนี เพื่อกลับไปรบ และถึงกับเอ่ยปากอุทานว่า “เจ้าหมอนี่เก่งจัง” ซึ่งหนังสือเล่มนี้ ผมเองได้ซื้อฉบับภาษาเยอรมันต้นฉบับเก็บไว้ตั้งแต่นานมาแล้ว
Friction: แรงเสียดทานที่เป็นหัวใจของการบริหารยุคใหม่
เหตุผลสำคัญที่ผมหยิบยกตำราสงครามเล่มนี้มาพูดถึง คือแนวคิดเรื่อง Friction (แรงเสียดทาน/อุปสรรคคาดไม่ถึง) ซึ่งเกิดขึ้นนอกเหนือจากแผนการยุทธที่วางไว้
ในยุคปัจจุบันที่เราก้าวเข้าสู่ Hybrid Warfare รวมถึงบริบททางธุรกิจที่ต้องพึ่งพา AI และเทคโนโลยีสูงมาก แนวคิดเรื่อง Friction ยิ่งมีความสำคัญต่อนักรบพลเมืองและผู้นำองค์กรอย่างยิ่ง เพราะเราต้องเผชิญกับแรงเสียดทานแบบ Real-Time อยู่ตลอดเวลา ซึ่งภาคธุรกิจเองก็พยายามจัดการสิ่งนี้ผ่าน Risk Management (การบริหารความเสี่ยง)
บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota เป็นตัวอย่างแรกๆ ที่นำแนวคิด Real-Time มาปรับใช้ผ่าน Lean Management และพัฒนาต่อยอดมาสู่ Agility และ Scrum เพื่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว
Real-Time Leadership: ทำอย่างไรให้ "ทันกาล"
เมื่อโลกหมุนเร็วขึ้นด้วยพลังของ AI นิตยสาร Harvard Business Review (HBR) จึงมีบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนำองค์กรในยุค AI และ Real-Time Leadership ซึ่งเน้นคำว่า “Meet the Moment” หรือสมรรถนะในการรับมือกับห่วงเวลา/สถานการณ์ที่เกิดขึ้น
คำว่า “Moment” อาจหมายถึงช่วงเวลา 5 นาที, 1 ชั่วโมง, 1 วัน หรือ 1 เดือน ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและพลวัตของเหตุการณ์นั้นๆ
เมื่อสถานการณ์ขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ
1. ความถูกต้องและทันกาลของข้อมูลข่าวสาร
2. การตีความข้อมูลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง
บทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในอดีต ตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่าหากขาดการจัดการแรงเสียดทาน (Friction) และขาดการบริหารแบบ Real-Time ผลลัพธ์อาจเสียหายมหาศาล
การนำในสภาวะ Flow: เชื่อมโยง 3I สู่ Living System
การนำองค์กรในสภาวะ Flow of Work เพื่อให้บรรลุเจตจำนงที่ต้องการ ผู้นำต้องเข้าใจหลัก 3I:
- Information Flow: การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง ทันเวลา
- Inspiration (Insight): การมองเห็นความหมายและคุณค่าลึกซึ้งภายในข้อมูลนั้น
- Influence (Action): การนำไปสู่การปฏิบัติและการลงมือทำจริง
การจะขับเคลื่อน 3I ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเริ่มจากการเปลี่ยน Mindset / Mental Model ของผู้นำ โดยเปลี่ยนมององค์กรจาก “ระบบกลไก” (Mechanism) ไปสู่ Living System (ระบบที่มีชีวิต)
เหตุผลที่ผมชอบคำว่า Living System มากกว่า Ecosystem เพราะเราทุกคนล้วนมีชีวิตและเติบโตท่ามกลางสิ่งมีชีวิตอื่น ตั้งแต่ครอบครัว ทีมงาน ชุมชน สังคม ไปจนถึงธรรมชาติและจักรวาล
จาก Inner Mastery สู่การบูรณาการไร้พรมแดน
เมื่อเราฝึกฝนและสร้างการรู้แจ้งจากภายใน (Inner Mastery) เราจะสามารถจัดระบบองค์กรให้เปิดรับ ส่งต่อ และสร้างสายพลังงานของข้อมูล (Information Flows) และแรงบันดาลใจ (Inspiration) เพื่อสร้างผลงาน (Performance) ตามยุทธศาสตร์ได้อย่างสมบูรณ์ ดังงานวิจัยของ Prof. Ikujiro Nonaka ในหนังสือ Managing Flow
การเอาชนะแรงเสียดทาน (Friction) ตามแนวคิดของ Bungay จะทำได้ดีเยี่ยม เมื่อนำมาผสานกับกระบวนการสร้างความรู้และ Flow ตามแนวทางของ Nonaka
สุดท้ายแล้ว เมื่อมองย้อนกลับมา การบริหารจัดการยุทธศาสตร์ชีวิตและองค์กรสามารถตกผลึกร่วมกันได้หลากหลายมิติ:
- การศึกษาแนวคิด เต๋า (Tao)
- การฝึกจิตจากหนังสือ Shambhala: Sacred Path of the Warrior
- การประยุกต์ ตำราพิชัยสงครามซุนวู (Sun Tzu)
- การบูรณาการยุทธศาสตร์ตะวันตก (เยอรมนี) เข้ากับยุทธศาสตร์ตะวันออก (จีน/เซน/มูซาชิ)
การผสานศาสตร์เหล่านี้เข้าด้วยกัน จะช่วยให้เรายืดหยุ่น ไหลลื่น และพร้อมรับมือกับทุกแรงเสียดทานในโลกยุคใหม่อย่างมั่นคง
