ประชาสังคม : พลเมืองไทย ณ จุดเปลี่ยนศตวรรษ

เรื่องเล่าประชาสังคม :   โดย ปิยนาถ ประยูร

         ปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ.2543) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนศตวรรษใหม่  เป็นปีเชิงสัญลักษณ์สำหรับการเริ่มต้นใหม่ของหลายสิ่งหลายอย่าง และสิ่งหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากของผู้นำทางสังคม นักวิชาการ นักสื่อสารมวลชน รวมไปถึงในแวดวงของนักพัฒนา และหน่ออ่อนประชาคม ที่เริ่มจะมีผู้นำประชาคมในท้องถิ่น ก็คือ แนวคิด “ประชาสังคม”

         “การให้คำจำกัดความและความหมายของประชาสังคมยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก แต่หากพิจารณาด้านเนื้อหาสาระของ “ความเป็นประชาสังคม” ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกสำคัญและท้าทายต่ออนาคตสังคมไทย” และ

“ความเคลื่อนไหวเรียกร้องต่อบทบาทของภาคพลเมืองที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสาธารณะและการกำหนดทิศทางของตนเอง นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญยิ่งต่อบทบาทของพลเมืองไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านแห่งศตวรรษ”

คำกล่าวของ ดร.อนุชาติ พวงสำลี หนึ่งในนักวิชาการที่เป็นผู้ก่อตั้ง “สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม” หรือ Civicnet  และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดประชุมวิชาการประชาสังคมครั้งที่ 1 “ประชาสังคม : พลเมืองไทย ณ จุดเปลี่ยนศตวรรษ” เมื่อวันที่ 2-4 เมษายน 2542 ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นครปฐม

การจัดประชุมวิชาการประชาสังคมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมเวทีและร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนในประเด็นต่างๆ ถึง 254 คน

และในการจัดงานมีองค์กรร่วมจัดและสนับสนุน
16 องค์ร ได้แก่ The Asia Foundation (ผู้สนับสนุนหลัก) Fredrich–Naumann-Stiftung – FNS (ผู้สนับสนุนหลัก) กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) สำนักงานกองทุนเพื่อสังคม หลักสูตรนิเทศศาสตร์พัฒนาการ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์การอโชก้าประเทศไทย

นับเป็นครั้งแรกที่มีการพูดถึง “ประชาสังคม” กันอย่างกว้างขวาง ทั้งในวงอภิปรายที่กล่าวถึงประชาสังคมที่จะมีบทบาทต่อพลเมืองไทยในศตวรรษใหม่นี้ ซึ่งนำโดย อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์,  ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์, คุณอำนวย ปะติเส, และวงอภิปรายที่มีการทบทวนความเคลื่อนไหวในอดีตจนถึงปัจจุบันที่เป็นจุดเปลี่ยนผ่านในมุมมองของทั้งผู้มีประสบการณ์ นักเคลื่อนไหวประเด็นผู้หญิง ประเด็นสิ่งแวดล้อม นักวิชาการสื่อ และสื่อสารมวลชน อาทิ ดร.เกษม ศิริสัมพันธ์, ดร.กฤติยา อาชวนิจกุล, ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช, ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์, คุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี

การแบ่งกลุ่มอภิปรายโดยมี อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์  นำกระบวนการในหัวข้อ “องค์ประกอบในการขับเคลื่อนประชาสังคม”

อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ได้นำ  Conplexity Theory หรือทฤษฎีความซับซ้อน ที่จะเป็นการเปิด “คุณภาพใหม่” ที่มีคุณภาพและมีชีวิตชีวา มาใช้ประโยชน์ในการปฎิสัมพันธ์กันของส่วนต่างๆ ให้เป็น “ความเชื่อมโยงขององค์ประกอบในการขับเคลื่อนประชาสังคม”  

           โดยจะมีการจัดวงพูดคุยที่มีองค์ประกอบทั้งผู้ที่ขับเคลื่อนในเรื่องของเศรษฐกิจภาคพลเมือง  พลังท้องถิ่นที่มาจากเครือข่ายพลเมือง การขับเคลื่อนด้านการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง และ เรื่องสิทธิเมืองและสาธารณะ ซึ่งการเชื่อมโยงทั้งหมดจะนำไปสู่คุณภาพใหม่ของผู้ที่มีหัวใจอยากทำงานร่วมกันให้สำเร็จ

จากหนังสือ  ประชาสังคม : พลเมืองไทย ณ จุดเปลี่ยนศตวรรษ  ดาวน์โหลดอ่านฟรีได้ที่นี่ : 

ทั้งนี้ มีวงพูดคุยแลกเปลี่ยนที่ว่าด้วยเรื่องต่างๆ ได้แก่

       หัวข้อ การร่วมสร้างเศรษฐกิจภาคพลเมือง นำโดย คุณเอ็นนู ซื่อสุวรรณ และ คุณไพโรจน์ เพชรคง

       หัวข้อ ความเคลื่อนไหวในท้องถิ่น ในฐานะยุทธศาสตร์หลักของการเปลี่ยนแปลง นำโดย อ.ขวัญสรวง อติโพธิ  คุณเอนก นาคะบุตร  อ.ปรีชา อุยตระกูล

       หัวข้อ พลเมืองกับการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง นำโดย คุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์

       หัวข้อ สิทธิพลเมืองและความรับผิดชอบสาธารณะ นำโดย ดร.ศรีประภา เพ็ชรมีศรี ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์

                 กลุ่มพูดคุยหัวข้อ เศรษฐกิจภาคพลเมือง ได้ร่วมกันมองทิศทางของพลเมืองในการร่วมสร้างเศรษฐกิจ โดยนิยามว่าเศรฐกิจและสังคมต้องไปด้วยกัน ท้องถิ่นที่เศรษฐกิจดีแต่สังคมไม่ดี ขาดคุณธรรม หรือสิ่งแวดล้อมไม่ดีก็ไม่สามารถเป็นท้องถิ่นที่ดีที่น่าอยู่ได้

เศรษฐกิจภาคพลเมืองจึงต้องเป็นเศรษฐกิจเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อม พึ่งพาตนเองได้ และไม่เอารัดเอาเปรียบกัน มีการแลกเปลี่ยนกันว่า ควรเร่งสร้างแนวคิดค่านิยมใหม่ให้กับสังคม บริโภคโดยใช้สติและปัญญา ส่งเสริมให้ชุมชนลดการพึ่งพิงจากภายนอกและพึ่งตนเองเป็นเศรษฐกิจชุมชนที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายนอกด้วย

 ต้องมีการส่งเสริมองค์ความรู้และการจัดการที่ดี โดยมีรัฐที่สนับสนุนด้านการตลาด การลงทุน และขยายฐาน เชื่อมโยงกับเอกชนและวิชาการมาร่วมด้วยช่วยกัน และควรจัดตั้งศูนย์ประสานงานระดับชาติด้านเศรษฐกิจภาคพลเมืองด้วย

          กลุ่มพูดคุยหัวข้อ สิทธิพลเมืองและความรับผิดชอบสาธารณะ ได้ร่วมกันวิเคราะห์ สิทธิ เสรีภาพ และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ อะไรเป็นสิทธิและอะไรเป็นหน้าที่ อะไรคือความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ต่อสาธารณะ และได้มีการอภิปรายกันถึงปัญหาในการสร้างความรับผิดชอบสาธารณะซึ่งเกี่ยวข้องกับ สถาบันครอบครัวที่เข้มแข็ง ระบบการศึกษาที่รับผิดชอบต่อสังคมหล่อหลอมความเป็นพลเมือง สร้างความเข้าใจในเรื่องสิทธิของปัจเจก สิทธิพลเมืองและความรับผิดชอบทางสังคม สิทธิส่วนบุคคลที่คำนึงถึงสาธารณะ และ

 จิตวิญญาณสาธารณะ” ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มพูดคุยและสร้างนิยามความหมายร่วมกัน ช่วยกันคิดว่าปัจจัยที่เป็นรูปธรรมอันนำไปสู่การพัฒนาจิตวิญญาณสาธารณะมีอะไรบ้าง ทั้งการสร้างองค์กร การพัฒนาผู้นำ การสร้างสื่อ การสร้างวัฒนธรรมใหม่ ทำให้เกิดกลุ่มที่มีกิจกรรมสาธารณะทำงานอย่างต่อเนื่อง สร้างความเป็นเจ้าของและสำนึกร่วมต่อสาธารณะ ส่วนของสาธารณะไม่ใช่เจ้าของหนึ่งเดียวแต่เป็นส่วนที่เป็นเจ้าของร่วม แยกแยะระหว่างเรื่องปัจเจกกับเรื่องสาธารณะได้ รู้ทั้งเรื่องความเป็นส่วนตัวและความเป็นส่วนรวมของสังคม

 

          กลุ่มพูดคุยหัวข้อ ความเคลื่อนไหวในท้องถิ่น ในฐานะยุทธศาสตร์หลักในการเปลี่ยนแปลง ได้พูดถึงทิศทางการเคลื่อนไหวภาคพลเมืองในท้องถิ่น การสร้างประชาคมที่เข้มแข็ง มีการรวมตัว รวมกลุ่มกัน ในระดับต่างๆ ซึ่งการรวมตัวกันเกิดได้จากหลายเหตุผล ทั้งจากปัญหาร่วมกัน ได้รับผลกระทบเหมือนกัน มีความสนใจร่วมกัน วัฒนธรรมเดียวกัน มีสำนึกสาธารณะในเรื่องเดียวกัน 

สิ่งสำคัญคือการรวมตัวหรือกลุ่มที่เกิดขึ้น รวมทั้งประชาคม จะต้องไม่ถูกครอบงำโดยรัฐและระบบอุปถัมภ์ ไม่เป็นเครื่องมือขององค์กรใด มีอิสระทางการเมือง ส่วนบทบาทของรัฐก็ควรเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาคม สร้างกระบวนการเรียนรู้เรื่องประชาสังคมให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและประชาสังคม มุ่งเน้นการพัฒนาคนเป็นสำคัญ สร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและตระหนักในจิตสำนึกสาธารณะ สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในท้องถิ่น พลเมืองมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการคิด ตัดสินใจและลงมือทำเพื่อท้องถิ่น

การอภิปรายอีกหัวข้อหนึ่งที่สำคัญคือ ประชาสังคมกับการทำงานในท้องถิ่น ซึ่งนำการอภิปรายโดย ดร.อนุชาติ พวงสำลี และ อ.วิรัตน์ ศรีจันทร์  และเปิดเวทีให้มีการอภิปราย ซึ่งมีทั้งการตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็น เสนอแนะ มีการรวบรวมประเด็นออกมาเป็น 26 ประเด็น 

ยกตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจภาคพลเมืองจะมีการดำเนินการอย่างไร การกระตุ้นให้คนที่สนใจเรื่องส่วนรวมได้รวมตัวกันทำกิจกรรมในท้องถิ่นจะหางบประมาณจากที่ไหน  เมื่อรัฐพัฒนาแบบบนลงล่าง นำแบบ Top-down การเปลี่ยนผ่านที่มีประชาคมเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาจะทำอย่างไร 

ประชาสังคมเป็นกระบวนการเรียนรู้ มีการหาความร่วมมือและเป็นเวทีพัฒนาคุณภาพของคน บางจังหวัดใช้คำว่าประชาคมชาวบ้านไม่เข้าใจควรใช้คำที่เข้าใจง่ายแต่ใช้กระบวนการประชาสังคมในการทำงาน 

คำว่าประชาสังคมยังต้องทำความเข้าใจกันอีกมากยังไม่รู้ว่ากระบวนการเป็นอย่างไร  ควรมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของ
civic movement แต่ละเมืองเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน เป็นต้น 

  มีการสรุปประเด็นว่า ในการอภิปรายแลกเปลี่ยนกันนี้เป็นกระบวนการที่สังคมต้องเรียนรู้ร่วมกัน อย่ามองว่าคำเรียกเหล่านี้เป็นปัญหา เพราะไม่ว่าเราจะเรียก สภากาแฟ ประชาคม ประชาสังคม หรืออะไรก็ตาม เป็นสิ่งที่เรียกแล้วทุกคนเข้าใจร่วมกัน เราเข้าใจคนอื่น เข้าใจในส่วนของเราเอง ส่วนกระบวนการและเป้าหมายเนื้อหานั้นมีการพูดถึงความยั่งยืน และเห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ

 

#Civicnet กับการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม

#เรื่องเล่าการพัฒนาประชาสังคม